นักศึกษา (Student):
6510420017 นาย ปฐมพงศ์ แก้วมรกต
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการป้องกันการกลับเป็นซ้ำและค่าความดันโลหิตของผู้ป่วยมุสลิมโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้
ปีผลงานวิจัย (Research Year):
2025
อาจารย์ที่ปรึกษา (Advisor):
รศ.ดร. เรวดี เพชรศิราสัณห์
คำสำคัญ (Keywords):
#การจัดการตนเอง#เทคโนโลยีดิจิทัล#โรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือด#ความดันโลหิตสูง#ผู้ป่วยมุสลิม
วัตถุประสงค์ (Objectives)
1. เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความดันโลหิตระหว่างกลุ่มผู้ป่วยมุสลิมโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์กับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ
2. เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความดันโลหิตก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์ของผู้ป่วยมุสลิมโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้
3. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันการกลับเป็นซ้ำระหว่างกลุ่มผู้ป่วยมุสลิมโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์กับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ
วิธีการดำเนินการวิจัย (Methodology)
การวิจัยกึ่งทดลอง (two-group pretest–posttest design) และมีกลุ่มควบคุม ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่มารับบริการ ณ คลินิกโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลยะลา โดยการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 40 ราย และกลุ่มควบคุม 40 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งพัฒนาตามแนวคิดการจัดการตนเองของ Kanfer และ Gaelick-Buys (1991) ร่วมกับการพยาบาลตามปกติ ระยะเวลา 8 สัปดาห์ ระหว่างเดือนกันยายน–ตุลาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งมีกิจกรรมหลัก ดังนี้ 1) การเตรียมความพร้อม กำหนดเป้าหมาย และวางแผนการจัดการตนเอง 2) การติดตามการปฏิบัติตามแผนของตนเอง ประเมินผลการปฏิบัติของตนเอง และการเสริมแรงและให้กำลังใจผ่านช่องทางไลน์และการเยี่ยมบ้าน 3) การติดตามผลลัพธ์ด้านสุขภาพและสรุปผลการจัดการตนเอง สำหรับกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ การเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสัมภาษณ์โดยผู้ช่วยวิจัยด้วยเครื่องมือวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบประเมินพฤติกรรมการรับประทานยา (S-CVI/Ave = 0.96, KR-20 = 0.84) และ 3) แบบประเมินพฤติกรรมการรับประทานอาหาร (S-CVI/Ave = 0.93, KR-20 = 0.82) และประเมินค่าความดันโลหิต ด้วยเครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติที่ผ่านการเทียบค่าตามเกณฑ์มาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยด้วยสถิติทีคู่ (Paired t-test) และทีอิสระ (Independent t-test) และกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05
ผลการวิจัย (Research Results)
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 66.25) มีอายุเฉลี่ย 63.83 ? 5.07 ปี โดยกลุ่มอายุ 60–69 ปีมีสัดส่วนมากที่สุด (ร้อยละ 82.50) มีระยะเวลาเจ็บป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือด 1–5 ปีมากที่สุด (ร้อยละ 35.00) และได้รับยาลดความดันโลหิต 3–4 ชนิดเป็นส่วนใหญ่ (ร้อยละ 58.75) ผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะพื้นฐานระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > .05) ผลการวิเคราะห์ความแตกต่างภายในกลุ่มกลุ่มทดลอง พบว่า คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการรับประทานยาเพิ่มจาก 4.80 ? 2.00 เป็น 6.33 ? 1.46 และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการรับประทานอาหารเพิ่มจาก 10.70 ? 2.79 เป็น 11.83 ? 1.08 (p < .001) ขณะเดียวกัน ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตซิสโตลิกลดลงจาก 158.96 ? 12.56 เป็น 139.40 ? 8.65 มิลิเมตรปรอท และค่าเฉลี่ยความดันโลหิตไดแอสโตลิกลดลงจาก 93.09 ? 6.89 เป็น 83.40 ? 6.19 มิลิเมตรปรอท อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) สำหรับผลการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการรับประทานยาและพฤติกรรมการรับประทานอาหารสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และมีค่าเฉลี่ยความดันโลหิตซิสโตลิกและไดแอสโตลิกต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001)
สรุปและข้อเสนอแนะ (Conclusion and Recommendations)
สรุปได้ว่า โปรแกรมการจัดการตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์มีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการกลับเป็นซ้ำและลดระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยมุสลิมโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ ควรประยุกต์โปรแกรมนี้ในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองชนิดขนาดเลือดในสถานบริการสุขภาพในบริบทพหุวัฒนธรรมเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการติดตามดูแลผู้ป่วยในชุมชนได้อย่างเหมาะสม
เป็นนวัตกรรม (Innovation)