รายละเอียดงานวิจัย (Research Details)
นักศึกษา (Student): 6610420007 นางสาว จุฑามาศ กิ่งทอง

การพัฒนาและประเมินผลแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต

ปีผลงานวิจัย (Research Year): 2025
อาจารย์ที่ปรึกษา (Advisor): ผศ.ดร. ทิพมาส ชิณวงศ์
คำสำคัญ (Keywords):
#การพัฒนาแนวปฏิบัติ#การประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติ#การบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปาก#การคาท่อช่วยหายใจ#ผู้ป่วยวิกฤต

วัตถุประสงค์ (Objectives)
1. เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต
2. เพื่อประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต
2.1 การปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต
2.2 ความพึงพอใจของพยาบาลที่ใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต
2.3 อุบัติการณ์การเกิดการบาดเจ็บจากแรงกดที่ช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต
วิธีการดำเนินการวิจัย (Methodology)
ขั้นตอนที่ 1 การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล
ระยะที่ 1. การค้นหาปัญหาทางคลินิกจากการปฏิบัติงาน โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจาการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานภายในหอผู้ป่วยวิกฤตระบบทางเดินหายใจ
ระยะที่ 2. ค้นหาหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทบทวนวรรณกรรม เลือกหลักฐานเชิงประจักษ์ ประเมินระดับของหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ได้คัดเลือกมาใช้ โดยจัดระดับของหลักฐานเชิงประจักษ์ตามเกณฑ์ของสถาบันโจแอนนาบริกส์ โดยใช้คำสืบค้นตามหลัก PICO จากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้หลักฐานเชิงประจักษ์รวมทั้งหมด 18 เรื่อง เป็นหลักฐานระดับ 1.c 1 เรื่อง ระดับ 2.c 3 เรื่อง ระดับ 3.a 3 เรื่อง ระดับ 3.c 4 เรื่อง ระดับ 3.d 4 เรื่อง ระดับ 3.e 3 เรื่อง ระดับ 4.d 1 เรื่อง และระดับ 5.c 1 เรื่อง และได้งาน Grade A 1 เรื่อง Grade B 2 เรื่อง และร่างแนวปฏิบัติการเกิดแผลกดทับเยื่อบุมุมปากจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤตฉบับร่าง ประกอบไปด้วย 3 หมวด ได้แก่ หมวดที่ 1 การประเมินปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต หมวดที่ 2 การป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต จากปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่สามารถควบคุมได้ และหมวดที่ 3 การประเมินผลลัพธ์ภายหลังการใช้แนวปฏิบัติเพื่อจัดการปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่สามารถควบคุมได้
ขั้นตอนที่ 2 การนำไปใช้
ระยะที่ 3. นำร่างแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับเยื่อบุมุมปากจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต ไปตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (content validity) โดยได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ประกอบด้วย อาจารย์แพทย์อายุรกรรม 1 ท่าน อาจารย์พยาบาลที่มีประสบการณ์ด้านการสร้างและพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล 1 ท่าน และพยาบาลผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง (APN) ผู้มีความชำนาญเฉพาะสาขาอายุร-ศัลยศาสตร์ เพื่อพิจารณาความถูกต้องและเหมาะสมของเนื้อหา (Content Validity Index = CVI) มีค่าเท่ากับ 0.96 และทำการตรวจสอบความเที่ยง (reliability) โดยการหาค่าความสอดคล้องของผู้ใช้แนวทางปฏิบัติ (inter-rater reliability) ระหว่างพยาบาลวิชาชีพจำนวน 5 ราย เพื่อมาคำนวณหาค่าความเที่ยง ความเห็นพ้อง (percentage of agreement) มีค่าเท่ากับ 0.80
ขั้นตอนที่ 3 การประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล
ระยะที่ 4 การนำแนวปฏิบัติการพยาบาล ฯ ไปใช้กับผู้ป่วย มีขั้นตอนดังนี้
1.1 หลังจากได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมในมนุษย์ สาขาสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2024-St-055 (Internal) และโรงพยาบาลวชิระ ภูเก็ต VPH REC 035/2025 ผู้วิจัยทำการเข้าพบหัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤตระบบทางเดินหายใจ เพื่อนำเสนอแนวปฏิบัติการพยาบาล แนวคิดและขอข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการนำแนวปฏิบัติการพยาบาลไปนำใช้ในหน่วยงาน
1.2 นำแนวปฏิบัติการพยาบาลฉบับยกร่างนำเสนอกับหัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤตระบบทางเดินหายใจ และร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม พร้อมทั้งนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงพัฒนา
1.3 เริ่มมีการให้ความรู้แก่พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานภายในหอผู้ป่วยวิกฤตระบบทางเดินหายใจทุกคน เกี่ยวกับการในการให้พยาบาลเพื่อการป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้ป่วย การติดตามเฝ้าระวังการเกิดแผลกดทับเยื่อบุมุมปากจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดแผลกดทับเยื่อบุมุมปากจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต การประเมินระดับแผลกดทับบริเวณเยื่อบุ โดยผู้วิจัยจะมีการแนะนำและแจกแนวปฏิบัติการพยาบาลฉบับยกร่าง คู่มือการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต และแบบสอบถามให้กับพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติการพยาบาล พร้อมกับข้อความร่วมมือในการให้การพยาบาลตามแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤตไปทดลองใช้ โดยมีการชี้แจงวัตถุประสงค์ในการทำวิจัย อธิบายรายระเอียดของแนวปฏิบัติการพยาบาล การตอบแบบสอบถามการวิจัย รวมถึงแผนผังขั้นตอนของการปฏิบัติการพยาบาล พร้อมกับชี้แจงการพิทักษ์สิทธิของกลุ่มพยาบาลวิชาชีพ และกลุ่มผู้ป่วย
1.4 ทดลองใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล เพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤตที่ถูกพัฒนาขึ้น โดยพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 21 ราย ที่ปฏิบัติงานจะให้การพยาบาลตามแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับเยื่อบุมุมปากจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต ใช้ในผู้ป่วยที่ถูกคัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ จำนวน 10 ราย โดยมีพยาบาลวิชาชีพที่ขึ้นปฏิบัติงานสลับหมุนเวียนกันในการให้การพยาบาลผู้ป่วยเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต และติดตามประเมินผลลัพธ์อุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับเยื่อบุมุมปากจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต หลังการใช้แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต 3 วันติดต่อกัน ซึ่งในการศึกษาการใช้แนวปฏิบัติในครั้งนี้ พยาบาลวิชาชีพ 1 ท่านจะได้ใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลกับผู้ป่วยเฉลี่ย 2-3 ครั้ง ซึ่งในระหว่างที่พยาบาลวิชาชีพให้การพยาบาลตามแนวปฏิบัติการพยาบาล ผู้วิจัยจะคอยให้คำปรึกษาหากมีข้อสงสัย หรือปัญหาในการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล เพื่อช่วยชี้แจงข้อสงสัยหรือส่วนที่ยังไม่เข้าใจให้พยาบาลวิชาชีพ ได้แก่ ขั้นตอนการให้การพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต การใช้เครื่องมือเพื่อติดตามประเมินผล เป็นต้น
1.5 ร่วมประชุมเพื่อปรึกษาวางแผนการให้การพยาบาลแก่พยาบาลวิชาชีพในเวรเช้า เพื่อสอบถามปัญหาและความไม่เข้าใจจากการนำใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต พร้อมทั้งชี้แจงให้พยาบาลวิชาชีพได้เข้าใจอีกครั้ง
2. การประเมินผลลัพธ์หลังจากนำแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤตไปทดลองใช้ โดยดำเนินการประเมินผลแนวปฏิบัติการพยาบาลในครั้งนี้ ออกเป็น 2 ด้าน คือ 1) การประเมินกระบวนการใช้แนวปฏิบัติ ฯ ได้แก่ การปฏิบัติของพยาบาล และความพึงพอใจของพยาบาลที่ใช้แนวปฏิบัติ และ 2) ประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ป่วย คือ อุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับเยื่อบุมุมปากจากการคาท่อช่วยหายใจ
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาและการวัดผล
เครื่องมือที่ใช้เป็นแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต ประกอบไปด้วย 3 หมวด ได้แก่
หมวดที่ 1 การประเมินปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเกิดการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต
1. สร้างสัมพันธภาพระหว่างพยาบาล ผู้ป่วย และญาติ เพื่อให้เกิดความไว้วางใจ
2. ประเมินปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยมีการซักประวัติ ประเมินรายระเอียด ดังนี้
- โรคที่ได้รับการวินิจฉัย อายุ เพศ น้ำหนัก Apache II score การติดเชื้อ (WBC) Hct Hb Albumin C-reactive protein
- ประวัติการได้รับยา ได้แก่ vasopressor Corticosteroid Sedative
- ประวัติการนอนโรคพยาบาล ได้แก่ Admit ICU ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล ความชื้น อาการบวม ระยะเวลาของการคาท่อช่วยหายใจ การยึดตรึง การดูดเสมหะ และการอุปกรณ์อื่น ๆ ภายในช่องปาก
หมวดที่ 2 การป้องกันการเกิดการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต จากปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่สามารถควบคุมได้
1. ประเมินภาวะโภชนาการของผู้ป่วยโดยคำนวณตามสูตรความต้องการพลังงานของร่างกายต่อวัน (total energy expendi-ture, TEE) BEE= 66+ (13.7 x น้ำหนัก(กก.)) + (5 x ความสูง(ซม.)) – (6.8 x อายุ (ปี)) ในเพศชาย BEE= 655 + (9.6 x น้ำหนัก(กก.)) + (1.8 x ความสูง(ซม.)) – (4.7 x อายุ (ปี)) ในเพศหญิง (Laohatanakom, 2023)
2. การดูแลทำความสะอาดช่องปากในผู้ป่วยวิกฤตที่คาท่อช่วยหายใจ (De Cassai et al., 2024; Rabello et al., 2018) มีขั้นตอนดังนี้
1) ตรวจสอบตำแหน่งการตั้งของท่อช่วยหายใจ
2) จัดท่าศีรษะสูง 30-45 องศา ดูดเสมหะในท่อช่วยหายใจก่อนการทำความสะอาดช่องปากให้ผู้ป่วย
3) ดูแลแปรงฟันให้ผู้ป่วยด้วยแปรงสีฟัน ใช้วิธี Bass techniques โดยการวางแปรงสีฟันระหว่างคอฟันกับเหงือก ให้ทำมุม 45 องศา และขยับแปรงสีฟันไปมาร่วมกับการใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์บีบใส่แปรงขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว (ตระการตา แซ่ฉั่ว และคณะ, 2561)
4) ทำความสะอาดด้วยน้ำเกลือประมาณ 30 ซีซี โดยการฉีดน้ำเกลือเข้าไปล้างในช่องปากด้วยกระบอกฉีดยาแล้วดูดออก
5) ใช้ไม้พันสำลีหัวโตพันด้วยผ้าก๊อซและชุบด้วยน้ำยา 0.12% คลอร์เฮกซิดีน เช็ดทำความสะอาดเหงือก ฟัน และลิ้นอีกครั้ง
3. กำหนดตำแหน่งการยึดตรึงท่อช่วยหายใจ กำหนดความถี่ในการเปลี่ยนพลาสเตอร์ และย้ายตำแหน่งของการยึดตรึง ดูแลโดยใช้เทคนิคการผูกยึดตรึงท่อช่วยหายใจเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับเยื่อบุมุมปากบริเวณเยื่อบุมุมปาก โดยการใช้เทคนิคยึดตรึงตำแหน่งท่อช่วยหายใจด้วยวิธีการ “I” shape (Qin et al., 2021) รวมถึงการกำหนดวัสดุ อุปกรณ์โดยมีขั้นตอน คือ
1) ขั้นตอนการเตรียมผู้ป่วย เตรียมผิวหนังและอุปกรณ์ ดังนี้
1.1) ตัด เล็มผม/ขน/หนวด บริเวณใบหน้า และตำแหน่งที่มีการติด
พลาสเตอร์ท่อช่วยหายใจ
1.2) ทำความสะอาดด้วยสบู่ที่มีค่าเป็นเบส pH 5.5 และเช็ดผิวหนังให้แห้งเพื่อขจัดคราบสกปรกบนใบหน้าทำให้ผิวไม่แห้งตึง และเช็ดผิวหนังให้แห้งเพื่อขจัดคราบสกปรก (จิดาภา เฟื่องฟู, 2565)
1.3) การเตรียมติดท่อช่วยหายใจ กระบวนการผูกยึดท่อช่วยหายใจ มีการดำเนินการดังต่อไปนี้โดยกำหนดอุปกรณ์ และกระบวนการดังนี้ (จุฑามาศ กิ่งทอง และจันทิมา สินมณีรัตน์, 2565)
1.3.1) กำหนดใช้พลาสเตอร์ชนิด multipore ก่อนสลับด้านมุมปากผู้ป่วยตรวจสอบความชื้นแฉะของน้ำลายก่อน ผู้ป่วยไม่กัดท่อช่วยหายใจ ไม่ทำการสลับด้านท่อของผู้ป่วยหากมี oral airway คาอยู่ในช่องปาก และให้ถอด oral airway ทุกครั้งก่อนทำการสลับด้านท่อช่วยหายใจ
1.3.2) สลับด้านท่อช่วยหายใจช้าๆ ตรวจสอบตำแหน่งความลึกของท่อช่วยหายใจให้ได้ตามที่กำหนดไว้ และท่อช่วยไม่ตั้งขวางในช่องปากของผู้ป่วย
1.3.3) ประเมินมุมปากของผู้ป่วยหลังทำการสลับด้านว่าเกิดการกดทับหรือไม่ ลักษณะเป็นอย่างไร หากมีบาดแผดจากการกดทับอยู่ในระดับไหน ลงในแบบบันทึกข้อมูล
1.3.4) กำหนดให้ใช้พลาสเตอร์ Multipore Dry ขนาด 1.5 ซม. ใช้สำหรับยึดตรึงท่อช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยวิกฤตติดพลาสเตอร์ที่ผิวหนังโดยไม่ทำให้ตึงหรือยืด
1.3.5) พับมุมพลาสเตอร์เล็กน้อย เพื่อทำหน้าที่เป็นที่จับสำหรับลอกพลาสเตอร์
1.3.6) ใช้แรงกดเพื่อกระตุ้นกาวให้สัมผัสกับผิวหนังได้เต็มที่ในการเตรียมติดท่อช่วยหายใจ
1.3.7) จัดตำแหน่งท่อช่วยหายใจให้ห่างจากมุมปากประมาณ 0.5 cm (Amrani & Gefen, 2020)
1.3.8) ใช้พลาสเตอร์ชิ้นที่ 1 ติดจากด้านบนของแก้มของผู้ป่วยในด้านเดียวกันกับที่ท่อช่วยหายใจตั้งอยู่ พันรอบท่อช่วยหายใจ 2 รอบ และผาดผ่านทับเหนือริมฝีปากบน ใช้พลาสเตอร์ชิ้นที่ 2 ติดจากด้านล่างของแก้มในด้านเดียวกับท่อช่วยหายใจ พันรอบท่อช่วยหายใจ 2 รอบและผาดผ่านทับใต้ริมฝีปากล่างบริเวณคางของผู้ป่วย และพลาสเตอร์ทั้ง 2 ชิ้น ต้องติดในลักษณะที่ขนานกัน และติดพลาสเตอร์อีก 2 ชิ้น ขนาด 2x20 ซม. ทับพลาสเตอร์บริเวณเหนือริมฝีปากบนและใต้ริมฝีปากล่าง ในกรณีที่ผู้ป่วยมี oral airway
1.3.9) กำหนดเปลี่ยนย้ายตำแหน่งท่อช่วยหายใจจากบริเวณมุมปากจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง ทุกๆ 2 วัน
2) ขั้นตอนการลอกพลาสเตอร์เก่า
ขณะลอกให้ยกพลาสเตอร์ขึ้นเพียงเล็กน้อยและค่อย ๆ ลอกออกช้า ๆ โดยใช้เทคนิค “low and slow” ให้ดึงในทิศทางเดียวกับขนและขนานกัน (Davis, 2016)
3) ขั้นตอนการดูแลท่อช่วยหายใจ
3.1) ตรวจสอบตำแหน่งการผูกยึดตรึง การขยับของตำแหน่งของท่อช่วยหายใจ
3.2) ตรวจสอบการชื้นแฉะของน้ำลายในช่องปาก หากมีการชื้นแฉะทำการทำความสะอาดผิวหนังให้แห้งและเปลี่ยนพลาสเตอร์ชิ้นใหม่แทน
3.3) ตรวจสอบแผลจากการกดทับบริเวณมุมปาก หากพบให้ทำการบันทึกลักษณะเป็นอย่างไร หากมีบาดแผดจากการกดทับอยู่ในระดับไหน ลงในแบบบันทึกข้อมูล กำหนดเปลี่ยนย้ายตำแหน่งท่อช่วยหายใจจากบริเวณมุมปากจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง และดูแลสลับทุกๆ 2 วัน (Amrani & Gefen, 2020; Fulbrook et al., 2023)
หมวดที่ 3 การประเมินผลลัพธ์ภายหลังการใช้แนวปฏิบัติเพื่อจัดการปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่สามารถควบคุมได้
1. ประเมินการเกิดแผลด้วยแบบประเมินอุบัติการณ์การเกิดแผลทุกเวรเช้า โดยใช้เครื่องมือในการประเมินและติดตามการเกิดการบาดเจ็บจากแรงกดทับในปากและริมฝีปาก Reaper Oral Mucosa Pressure Injury Scale (ROMPIS) (Reaper et al., 2017) แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ
ระดับที่ 1 มีรอยแดงและการแบ่งเขตของริมฝีปากและเยื่อบุแก้ม ไม่มีการทำลายหรือสูญเสียเนื้อเยื่อบุผิว แผลหรือแผลพุพอง ไม่มีการสูญเสียหรือทำลายที่มุมของปาก
ระดับที่ 2 การแข็งตัวของเลือดบริเวณเยื่อเมือก/เยื่อบุ หรือมีความเสียหายของผิวหนังชั้นนอกหรือผิวหนังของมุมปาก หรือความเสียหายต่อชั้นหนังกำพร้าและชั้นผิวหนังบริเวณมุมของปาก มีลักษณะคล้ายตุ่ม
ระดับที่ 3 มีการสูญเสียเยื่อเมือก/เยื่อบุมองเห็นชัดเจน ซึ่งอาจจะมองเห็นเป็นแผลเปิดหรือตกสะเก็ด หรือพบความเสียหายของเยื่อเมือก/เยื่อบุทั้งด้านในและด้านนอกหรือกล้ามเนื้อข้างใต้ในริมฝีปากหรือมุมปาก
2 ประเมินการรับรู้การนำใช้และความเป็นไปได้ของการใช้แนวปฏิบัติ
พยาบาลรับรู้และนำใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับเยื่อบุมุมปากจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต คือ การรับรู้แบ่งระดับของการเกิดแผลกดทับได้ตามเครื่องมือในการประเมินและติดตามการเกิดการบาดเจ็บจากแรงกดทับในปากและริมฝีปาก Reaper Oral Mucosa Pressure Injury Scale (ROMPIS) (Reaper et al., 2017)

การเก็บข้อมูล (Data collection)
การเก็บรวบรวมข้อมูลจะใช้แบบสอบถาม และบันทึกข้อมูลเป็นเครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ผู้วิจัยจะทำการเลือกผู้ใหญ่และผู้สูงอายุที่คาท่อช่วยหายใจและเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตระบบทางเดินหายใจ ตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ จำนวน 10 ราย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลตลอดเวลาของการใส่ท่อช่วยหายใจ อย่างน้อย 3 วัน หรือจนครบ 14 วัน หรือเมื่อสามารถเอาท่อช่วยหายใจออกได้ หรือได้รับการเจาะคอ หรือย้ายออกจากหอผู้ป่วยวิกฤตระบบทางเดินหายใจ โดยมีพยาบาลวิชาชีพทุกคนที่ได้รับการอบรมการใช้แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤตจากผู้วิจัย ปฏิบัติงานสลับหมุนเวียนกันในการให้การพยาบาลภายในหอผู้ป่วยวิกฤตระบบทางเดินหายใจ หากพยาบาลวิชาชีพมีข้อสงสัยหรือปัญหาในการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล ทั้งในขั้นตอนการให้การพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต การใช้เครื่องมือเพื่อติดตามประเมินผล เป็นต้น ผู้วิจัยจะคอยให้คำปรึกษา ช่วยชี้แจงข้อสงสัยหรือส่วนที่ยังไม่เข้าใจให้พยาบาลวิชาชีพ ตลอดระยะเวลาปฏิบัติการพยาบาล ระยะเวลา 1 เดือน จนสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้ครบถ้วน
การวิเคราะห์ข้อมูล (Data analysis)
ผู้วิจัยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยเลือกใช้สถิติ ดังนี้
1. การปฏิบัติของพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต นำมาวิเคราะห์ข้อมูลแจกแจงในรูปแบบของความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย
2. อุบัติการณ์การบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา โดยใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
3. ความพึงพอใจของพยาบาลที่ใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤตไปใช้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงในรูปของ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน ค่าพิสัย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย (Research Results)
ผลการศึกษา
1. แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต ประกอบไปด้วย 3 หมวด ได้แก่
หมวดที่ 1 การประเมินปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเกิดการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต
หมวดที่ 2 การป้องกันการเกิดการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต จากปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่สามารถควบคุมได้
หมวดที่ 3 การประเมินผลลัพธ์ภายหลังการใช้แนวปฏิบัติเพื่อจัดการปัจจัยที่เกี่ยวข้องที่สามารถควบคุมได้
2. พยาบาลฯ ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต ร้อยละ 100 และพยาบาลทำการติดตามประเมินการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต จำแนกตาม จำนวนครั้ง 36 ครั้ง ของการปฏิบัติการพยาบาล
3. พยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต มีจำนวน 21 ราย พยาบาลส่วนใหญ่ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 100) สถานภาพ โสด ได้รับความรู้เกี่ยวกับแนวปฏิบัติ ฯ มาจากการอบรม ระดับมาก ร้อยละ 76.19 มีความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติ ฯ อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 90.47 โดยมีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจในด้านกระบวนการ แต่ละขั้นตอนของกระบวนการปฏิบัติการพยาบาลมีความสอดคล้องกับบริบทของหน่วยงานมากที่สุด
4. ผลการนำแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤตไปใช้กับผู้ป่วย 10 คน พบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ ร้อยละ 60 เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 44 – 78 ปี เฉลี่ย 58.20 ปี ส่วนใหญ่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ใส่ท่อช่วยหายใจเฉลี่ย 7 วัน ไม่พบอุบัติการณ์การบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต
สรุปและข้อเสนอแนะ (Conclusion and Recommendations)
ข้อเสนอแนะ
1. ควรนำแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤตไปประยุกต์ใช้และศึกษาประสิทธิผลในกลุ่มผู้ป่วยที่คาท่อช่วยหายใจ และมีการติดตามการใช้แนวปฏิบัติอย่างต่อเนื่องรวมทั้งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นระยะยาว เพื่อติดตามความต่อเนื่องของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล
2. มีการจัดการดำเนินการอบรมเกี่ยวกับแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต ประกอบด้วย ขั้นตอนการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลให้กับพยาบาลวิชาชีพทุกคน ก่อนนำแนวปฏิบัติการพยาบาลไปใช้ เพื่อให้พยาบาลวิชาชีพมีความรู้ ความเข้าใจ และเห็นถึงความสำคัญของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากแรงกดที่บริเวณช่องปากอันเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤต
มีการเผยแพร่ (Published)