รายละเอียดงานวิจัย (Research Details)
นักศึกษา (Student): 6610420006 นางสาว จิรารัตน์ ดำทอง

ผลของการพยาบาลระยะเปลี่ยนผ่านต่อความรู้ ความสามารถในการจัดการตนเองและความรุนแรงของโรคในผู้สูงอายุที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดภายหลังจำหน่ายจากแผนกฉุกเฉิน

ปีผลงานวิจัย (Research Year): 2025
อาจารย์ที่ปรึกษา (Advisor): ผศ.ดร. จินตนา ดำเกลี้ยง
คำสำคัญ (Keywords):
#การพยาบาลระยะเปลี่ยนผ่าน#จำหน่าย#แผนกฉุกเฉิน#ผู้สูงอายุ#สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด

วัตถุประสงค์ (Objectives)
1. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังการพยาบาลระยะเปลี่ยนผ่าน
2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง
3. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการจัดการตนเองหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง
4. เพื่อเปรียบเทียบระดับความรุนแรงของโรค
วิธีการดำเนินการวิจัย (Methodology)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการทดลองแบบกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) โดยใช้การออกแบบแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง (two-group pretest-posttest design) ดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม - พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งในภาคใต้
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากร คือ ผู้สูงอายุที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดและได้รับการจำหน่ายจากแผนกฉุกเฉิน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษาครั้งแรกที่แผนกฉุกเฉินด้วยอาการสงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด และได้รับการจำหน่ายหลังการรักษา โดยคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น อายุ 60 ปี ไม่มีภาวะสมองเสื่อม (Mini-Cog > 3) มีความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง (Barthel ADL 12–20) มี NEWS Score > 5 ได้รับการวินิจฉัยภาวะติดเชื้อจากแพทย์ และสามารถสื่อสารภาษาไทยได้
ขนาดกลุ่มตัวอย่างคำนวณจากตารางของ Polit & Beck (2021)โดยกำหนด power = .80, ระดับนัยสำคัญ = .05 และ effect size = .50 ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 64 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 32 ราย และกลุ่มควบคุม 32 ราย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้พัฒนาเครื่องมือจากการทบทวนวรรณกรรม แบ่งออกเป็น 2 หมวด ได้แก่ (1) ชุดเครื่องมือสำหรับการดำเนินการวิจัย และ (2) ชุดเครื่องมือสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีรายละเอียดดังนี้
หมวดที่ 1 ชุดเครื่องมือสำหรับการดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย 1) สมุดบันทึกผู้สูงอายุกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ประกอบด้วยเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด เช่น ความหมาย ปัจจัยเสี่ยง อาการ สัญญาณเตือน การจัดการตนเอง และบันทึกอาการต่าง ๆ โดยมอบให้ผู้สูงอายุภายหลังได้รับความรู้ก่อนจำหน่ายจากแผนกฉุกเฉิน 2) แบบบันทึกการติดตามทางโทรศัพท์หลังจำหน่าย ประเมินข้อมูล 10 ด้าน อาทิ อาการหลังจำหน่าย การจัดการตนเอง ปัญหาการใช้ยา และความต้องการความช่วยเหลือ โดยผู้วิจัยเป็นผู้บันทึกข้อมูลขณะติดตามทางโทรศัพท์
หมวดที่ 2 ชุดเครื่องมือสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคล (เช่น เพศ อายุ โรคประจำตัว) และข้อมูลการเจ็บป่วย (เช่น วันเริ่มป่วย ESI NEWS score และการรักษา) 2) แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด รวม 33 ข้อ ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ อาการ สาเหตุ ความรุนแรงของโรค การจัดการตนเองเมื่อสงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด และการจัดการตนเองไม่ให้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายและไม่แพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น เลือกตอบ ใช่ = 1 หรือ ไม่ใช่ = 0 คะแนนรวมสูงแสดงถึงความรู้มาก 3) แบบสอบถามความสามารถในการจัดการตนเอง ครอบคลุม 4 ด้าน เช่น การใช้ยา สุขอนามัย และการจัดการเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน มีการให้คะแนน 5 ระดับ (0–4 คะแนน) รวมคะแนนเต็ม 80 คะแนน 4) แบบประเมินความรุนแรงของโรค แบ่งเป็น 3 ระดับ (รุนแรงมาก ปานกลาง และน้อย) ซึ่งประเมินลักษณะอาการและอาการแสดงที่คุกคามชีวิตและความต้องการความช่วยเหลือตาม Criteria Based Dispatch ใช้คำถามปลายปิด ใช่/ไม่ใช่
การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาทั้งหมด ได้ผ่านการพิจารณาความตรงของเนื้อหา ความถูกต้องรวมทั้งความเหมาะสมของเนื้อหาและภาษาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย (1) สมุดบันทึกผู้สูงอายุกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ได้ความตรงเชิงเนื้อหาได้ค่า S-CVI เท่ากับ .93 และความคิดเห็นโดยรวมของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความเหมาะสมของรูปแบบสมุดบันทึก เท่ากับ 1.00 (2) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้สูงอายุที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด มีความสอดคล้องกับเนื้อหาได้ค่า S-CVI เท่ากับ 1.00 (3) แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด มีความตรงเชิงเนื้อหาได้ค่า S-CVI เท่ากับ .86 (4) แบบสอบถามความสามารถในการจัดการตนเองของผู้สูงอายุที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดมีความตรงเชิงเนื้อหาได้ค่า S-CVI เท่ากับ 1.00 (5) แบบประเมินความรุนแรงของโรคของผู้สูงอายุที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดมีความตรงเชิงเนื้อหาได้ค่า S-CVI เท่ากับ 1.00 และเครื่องมือได้ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือ ได้แก่ (1) แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ได้ค่าความเชื่อมั่นของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน 20 (KR-20) เท่ากับ .75 (2) แบบสอบถามความสามารถในการจัดการตนเองของผู้สูงอายุที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ได้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของคอนบาค (Alpha Cronbach Coefficient) เท่ากับ .84 และ (3) แบบประเมินความรุนแรงของโรคของผู้สูงอายุที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ได้ค่าความเชื่อมั่นของคูเดอร์ ริชาร์ดสัน 20 เท่ากับ .72
การเก็บรวบรวมข้อมูล
การเก็บรวบรวมข้อมูลผลของการพยาบาลระยะเปลี่ยนผ่านต่อความรู้ ความสามารถในการจัดการตนเองและความรุนแรงของโรคในผู้สูงอายุที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดภายหลังจำหน่ายจากแผนกฉุกเฉิน โดยเริ่มเก็บวันที่ 15 พฤษภาคม ถึง 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งในภาคใต้ โดยผู้วิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนก่อนการทดลอง
1. เมื่อผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์และได้รับอนุญาตให้เก็บข้อมูลแล้ว ผู้วิจัยทำหนังสือขอความร่วมมือในการดำเนินการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูลจากคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งในภาคใต้
2. ผู้วิจัยเริ่มต้นชี้แจงวัตถุประสงค์ วิธิดำเนินการวิจัย ระยะเวลาในการเข้าร่วมการวิจัย ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง พร้อมทั้งขอความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่อหัวหน้าแผนกฉุกเฉิน
ขั้นการทดลอง
ผู้วิจัยได้แบ่งการเก็บข้อมูลออกเป็น 2 กลุ่ม โดยเก็บรวบรวมข้อมูลของกลุ่มควบคุมก่อนจนครบจำนวน 32 ราย จึงดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลของกลุ่มทดลอง เพื่อลดการปนเปื้อนของข้อมูลในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. กลุ่มควบคุม ซึ่งได้รับการพยาบาลตามปกติของแผนกฉุกเฉิน ขั้นตอนมีดังนี้
1.1 คัดเลือดกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุตามเกณฑ์ที่กำหนด และประเมินความคิดความจำ (Mini-Cog) ใช้เวลาสูงสุด 20 นาที และความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง (Barthel ADL) ใช้เวลา 5 นาที
1.2 เก็บข้อมูลเบื้องต้นและประเมินความรู้เกี่ยวกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดก่อนรับการพยาบาลตามปกติ ใช้เวลา 20 นาที
1.3 ผู้สูงอายุได้การพยาบาลตามปกติจากพยาบาลประจำแผนกฉุกเฉิน
1.4 ผู้ช่วยวิจัยประเมินความรู้เกี่ยวกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดหลังได้รับการพยาบาลตามปกติ ใช้เวลา 20 นาที
ขั้นประเมินผล หลังจำหน่าย วันที่ 4 ผู้ช่วยวิจัยโทรศัพท์ประเมินความสามารถในการจัดการตนเองและความรุนแรงของโรค พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
2. กลุ่มทดลอง ซึ่งได้รับการดูแลตามแนวคิดการดูแลระยะเปลี่ยนผ่านของโคลแมน
2.1 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุตามเกณฑ์ที่กำหนด และประเมินความคิดความจำ (Mini- Cog) ใช้เวลาสูงสุด 20 นาที และความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง (Barthel ADL) ใช้เวลา 5 นาที 2.2 เก็บข้อมูลเบื้องต้นและประเมินความรู้เกี่ยวกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ก่อนได้รับความรู้เกี่ยวกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดจากผู้วิจัย ใช้เวลา 20 นาที
2.3 ผู้สูงอายุได้รับความรู้ตามสมุดบันทึกผู้สูงอายุกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดจากผู้วิจัย ใช้เวลา 15-20 นาที
2.4 ผู้ช่วยวิจัยประเมินความรู้เกี่ยวกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดหลังได้รับความรู้จากผู้วิจัย ใช้เวลา 20 นาที
2.5 หลังจำหน่าย ผู้วิจัยทำหน้าที่เป็น Transition Coach โทรศัพท์ติดตามหลังจำหน่าย 24, 48, และ 72 ชั่วโมง ตามแบบบันทึกการติดเยี่ยมทางโทรศัพท์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นใช้เวลา 20-25 นาทีต่อครั้ง
ขั้นประเมินผล หลังจำหน่าย วันที่ 4 ผู้ช่วยวิจัยโทรศัพท์ประเมินความสามารถในการจัดการตนเองและความรุนแรงของโรค ใช้เวลา 20 นาที
การพิทักษ์กลุ่มตัวอย่าง
การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้คุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวอย่าง โดยได้รับรองด้านจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์จากศูนย์จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ สาขาสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2568 รหัสรับรอง PSU IRB 2025 -St – Nur 001 (Internal) และได้รับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการศึกษาวิจัยในมนุษย์ของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งในภาคใต้ เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568 รหัสรับรอง 024/04-2568
ผลการวิจัย (Research Results)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการเปรียบเทียบผลของการพยาบาลระยะเปลี่ยนผ่านต่อความรู้ ความสามารถในการจัดการตนเองและความรุนแรงของโรคในผู้สูงอายุที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดภายหลังจำหน่ายจากแผนกฉุกเฉินกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ผลการศึกษานำเสนอในรูปแบบตารางประกอบคำบรรยาย ดังนี้
ส่วนที่ 1 ข้อมูลคุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้สูงอายุที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
จากการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงทั้งกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง (ร้อยละ 62.5 และร้อยละ 59.4 ตามลำดับ) โดยกลุ่มควบคุมมีอายุระหว่าง 60 ปี ถึง 81 ปี เฉลี่ย 69 ปี (SD= 5.93 ) ส่วนกลุ่มทดลองมีอายุระหว่าง 60 ปี ถึง 90 ปี อายุเฉลี่ย 71.41 ปี (SD = 7.96) สถานภาพสมรสทั้งสองกลุ่ม (ร้อยละ 84.4 และร้อยละ 71.9 ตามลำดับ) ส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาต่ำกว่ามัธยมศึกษา (ร้อยละ 71.9 และร้อยละ 59.4 ตามลำดับ) และทั้งสองกลุ่มมีผู้ดูแลขณะเข้ารับบริการที่แผนกฉุกเฉินไม่แตกต่างกัน (ร้อยละ 93.8)
ส่วนที่ 2 ข้อมูลการเจ็บป่วยและการรักษาระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง
ข้อมูลการเจ็บป่วยและการรักษาระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง พบว่า ทั้งสองกลุ่มมีโรคประจำตัวใกล้เคียงกัน (ร้อยละ 78.1 และร้อยละ 93.8 ตามลำดับ) ทั้งสองกลุ่มพบตำแหน่งที่สงสัยการติดเชื้อมากที่สุด คือ การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ (ร้อยละ 50 และร้อยละ 34.4 ตามลำดับ) รองลงมา คือ ระบบทางเดินอาหาร (ร้อยละ 31.3 และร้อยละ 25 ตามลำดับ) พบดัชนีความรุนแรง (ESI) ใกล้เคียงกัน ส่วนใหญ่อยู่ในระดับฉุกเฉิน และระดับเร่งด่วน (level 2 ร้อยละ 59.4 และร้อยละ 50, level 3 ร้อยละ 40.6 และร้อยละ 50 ตามลำดับ) โดยคะแนนการเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยา (NEWS score) แรกรับส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 5-6 คะแนน (ร้อยละ 93.7 และร้อยละ 87.5 ตามลำดับ) และคะแนนการเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยา (NEWS score) ก่อนจำหน่ายจากแผนกฉุกเฉินทั้งสองกลุ่มอยู่ในช่วง 0-4 คะแนน (ร้อยละ 93.8 และร้อยละ 100 ตามลำดับ) ทั้ง 2 กลุ่ม ได้รับได้รับยาปฏิชีวนะใกล้เคียงกัน (ร้อยละ 68.8 และร้อยละ 87.5 ตามลำดับ) ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับยาปฏิชีวนะในรูปแบบรับประทาน (ร้อยละ 65.6 และร้อยละ 87.5 ตามลำดับ) และรูปแบบทางหลอดเลือดดำ (ร้อยละ 15.6 และร้อยละ 12.5 ตามลำดับ)
ส่วนที่ 3 เปรียบเทียบความรู้ของผู้สูงอายุที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดภายในกลุ่มทดลอง
ผลการวิจัยพบว่า ความรู้ของผู้สูงอายุที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดกลุ่มทดลองที่ได้รับความรู้ก่อนให้การพยาบาลระยะเปลี่ยนผ่าน พบว่ามีความรู้สูงกว่าก่อนให้ความรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (z = -4.211, p = .000)
ส่วนที่ 4 เปรียบเทียบความรู้ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
ผลการวิจัย พบว่า ความรู้ของผู้สูงอายุที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด กลุ่มที่ได้รับการพยาบาลระยะเปลี่ยนผ่าน สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (z = -5.469, p =.000)
ส่วนที่ 5 เปรียบเทียบความสามารถในการจัดการตนเองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ผลการวิจัย คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการจัดการตนเองในกลุ่มทดลองหลังได้รับการพยาบาลระยะเปลี่ยนผ่าน สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -9.098, p =.000)
ส่วนที่ 6 เปรียบเทียบความรุนแรงของโรคระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
ผลการวิจัย พบว่า ไม่พบความรุนแงของโรคในระดับมาก (ความรุนแรงระดับ 1) แต่พบความรุนแรงของโรคกลุ่มควบคุมในระดับปานกลาง (ความรุนแรงระดับ 2) มากกว่ากลุ่มทดลอง (ร้อยละ 78.1 และร้อยละ 31.3 ตามลำดับ) ส่วนกลุ่มทดลองพบระดับความรุนแรงในระดับน้อย (ความรุนแรงระดับ 3) มากกว่ากลุ่มควบคุม (ร้อยละ 68.8 และร้อยละ 21.9 ตามลำดับ)
สรุปและข้อเสนอแนะ (Conclusion and Recommendations)
จากการศึกษาผลของการพยาบาลระยะเปลี่ยนผ่านผู้สูงอายุที่สงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดหลังจำหน่ายจากแผนกฉุกเฉิน เปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลระยะเปลี่ยนผ่านกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ พบว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลระยะเปลี่ยนผ่านมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับความสามารถในการจัดการตนเองที่สูงขึ้นในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตอาการผิดปกติ การใช้ยาอย่างถูกต้อง และการตัดสินใจเข้ารับการรักษาได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้เนื่องจากการพยาบาลระยะเปลี่ยนผ่านซึ่งประกอบด้วยการให้ความรู้ก่อนจำหน่าย การติดตามอาการผ่านโทรศัพท์โดยพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ และการให้สมุดบันทึกสุขภาพ มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถจัดการสุขภาพของตนเองได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการใช้สมุดบันทึกเป็นสื่อกลางในการทบทวนความรู้ และติดตามอาการเตือนของภาวะติดเชื้อ เช่น อาการซึม เบื่ออาหาร หรือไข้ต่ำ ซึ่งอาจเป็นอาการเริ่มต้นของภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด การติดตามอาการทางโทรศัพท์หลังจำหน่าย ยังช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถประเมินอาการได้เร็วขึ้น และตัดสินใจกลับมารับการรักษาก่อนที่อาการจะลุกลาม ซึ่งส่งผลต่อการลดระดับความรุนแรงของโรคอย่างชัดเจน
มีการเผยแพร่ (Published)