รายละเอียดงานวิจัย (Research Details)
นักศึกษา (Student): 6310420037 นางสาว อาภาภรณ์ หาญณรงค์

ผลของการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูงต่อความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิกของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานด้านสูติกรรม โรงพยาบาลยะลา

ปีผลงานวิจัย (Research Year): 2025
อาจารย์ที่ปรึกษา (Advisor): ผศ.ดร. ปรัชญานันท์ เที่ยงจรรยา
คำสำคัญ (Keywords):
#สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง#การตัดสินใจทางคลินิก#พยาบาลวิชาชีพสูติกรรม#ภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรม

วัตถุประสงค์ (Objectives)
เพื่อเปรียบเทียบระดับความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิกของพยาบาลวิชาชีพ กลุ่มงานสูติกรรม โรงพยาบาลยะลา ระหว่างช่วงก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง
วิธีการดำเนินการวิจัย (Methodology)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) แบบ one-group pretest–posttest design เพื่อศึกษาผลของการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูงต่อความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิกของพยาบาลวิชาชีพด้านสูติกรรม โรงพยาบาลยะลา

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากร
ประชากร คือ พยาบาลวิชาชีพกลุ่มปฏิบัติการในหอผู้ป่วยห้องคลอด จำนวน 14 คน, พยาบาลวิชาชีพกลุ่มปฏิบัติการหอผู้ป่วยสูติกรรมหลังคลอด จำนวน 11 คน และพยาบาลวิชาชีพกลุ่มปฏิบัติการหอผู้ป่วยพิเศษสูติกรรม จำนวน 12 คน พยาบาลวิชาชีพกลุ่มปฏิบัติการหอผู้ป่วยนรีเวช จำนวน 15 คน รวม 52 คน
กลุ่มตัวอย่าง
การศึกษานี้คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการเลือกแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น (non-probability sampling) และคัดเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) โดยกำหนดคุณสมบัติของกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่ผู้วิจัยกำหนด เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย (Polit & Beck, 2021) โดยเป็นพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติงานด้านสูติกรรม ในแผนกสูติกรรม โรงพยาบาลยะลา มีคุณสมบัติของกลุ่มตัวอย่างที่เลือกเข้าศึกษา (Inclusion criteria) จำนวน 30 คน
คำนวณโดยใช้โปรแกรม G* Power Analysis (Faul, Erdfelder, Lang, & Buchner, 2007) ใช้ test family เลือก t-tests, statistical test การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบ one-group pretest–posttest ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังในกลุ่มตัวอย่างเดียวกัน ดังนั้นการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างให้สอดคล้องกับการเปรียบเทียบก่อน–หลัง โดยใช้แนวทางการคำนวณสำหรับ difference between two dependent means (match paired) และปรับค่าอำนาจการทดสอบตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯ โดยกำหนด power = 0.80, Effect size 0.56, ? = 0.05 (two-tailed) ผลการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างหลังปรับวิธีการคำนวณดังกล่าว ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างขั้นต่ำ 28 คน เพื่อความมั่นใจในการเก็บข้อมูลและลดปัญหาการขาดหายของข้อมูล (Attrition) ผู้วิจัยจึงกำหนดให้ใช้ กลุ่มตัวอย่างเป็นประชากรทั้งหมด 30 คน

คุณสมบัติของกลุ่มตัวอย่าง
เกณฑ์การคัดเข้า (Inclusion criteria)
มีอายุงานการทำงานด้านสูติกรรม 1-20 ปี
เกณฑ์การคัดออก (Exclusion criteria)
ไม่สามารถเข้าร่วมการวิจัยได้จนจบโปรแกรม เนื่องจาก ลาคลอด ย้ายหอผู้ป่วย โอนย้ายตำแหน่ง


เกณฑ์การนำอาสาสมัครออกจากโครงการ (Participant withdrawal criteria)
1. อาสาสมัครขอถอนตัวเอง หรือไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ครบทุกขั้นตอนตามกำหนด
เกณฑ์การหยุดทำโครงการวิจัย (Study termination criteria)
1. พบผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงกว่าที่คณะกรรมการ/ที่ปรึกษา เห็นควรให้หยุดโครงการ
แบบแผนการทดลอง
การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยดำเนินการตามแผนการทดลองแบบกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) โดยใช้แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (one group pretest – posttest design) เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะการตัดสินใจทางคลินิกของพยาบาลวิชาชีพก่อนและหลังการเข้าโปรแกรมประยุกต์ใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง โดยมีรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินงานตามสัญลักษณ์ T 1, X และ T 2 เพื่อพิสูจน์สมมติฐานการวิจัยที่กำหนดไว้

แบบแผนการทดลอง: One Group Pretest – Posttest Design

กลุ่มตัวอย่าง สอบก่อน (Pretest) การทดลอง (Treatment) สอบหลัง (Posttest)
กลุ่มทดลอง (E) T 1 X T 2

E หมายถึง กลุ่มทดลอง (Experimental Group) ซึ่งในที่นี้คือ พยาบาลวิชาชีพที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน
T 1 หมายถึง การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบประเมินสมรรถนะการตัดสินใจทางคลินิก (ตัวบ่งชี้ที่ 1-11) ก่อนการได้รับโปรแกรม
X หมายถึง โปรแกรมประยุกต์ใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (Treatment) ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น
T 2 หมายถึง การทดสอบหลังเรียน (Posttest) โดยใช้แบบประเมินสมรรถนะการตัดสินใจทางคลินิกชุดเดิม ภายหลังจากที่กลุ่มตัวอย่างผ่านการทดลองตามโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการทดลอง
1.1 สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการเรียนรู้
พยาบาลวิชาชีพด้านสูติกรรมโดยมุ่งส่งเสริมความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิกของพยาบาลวิชาชีพ ผ่านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในสถานการณ์เสมือนจริงที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์ทางคลินิกจริงของอาการของภาวะชักจากครรภ์เป็นพิษ (Eclampsia) และอาการของภาวะตกเลือดหลังคลอด (Postpartum hemorrhage) ซึ่งเป็นสถานการณ์วิกฤตทางสูติกรรมที่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งระยะในห้องคลอด และระยะหลังคลอด และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของมารดาในระดับสูง โดยเนื้อหาของสถานการณ์จำลองเสมือนจริง
2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบวัดการตัดสินใจทางคลินิก มีรายละเอียด ดังนี้
ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล จำนวน 4 ข้อ ได้แก่ อายุ ประสบการณ์การปฏิบัติงานการพยาบาลในแผนกด้านสูติกรรม หน่วยงานที่ปฏิบัติงาน และระดับการศึกษาสูงสุด เป็นแบบเลือกตอบและเติมข้อความลงในช่องว่าง โดยให้ผู้เข้าร่วมวิจัยตอบแบบประเมินด้วยตนเอง
ส่วนที่ 2 แบบวัดการตัดสินใจทางคลินิก ประกอบด้วย 2 โจทย์สถานการณ์ คือ สถานการณ์ที่ 1 การพยาบาลภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรม: สถานการณ์ที่ 1 กรณี Eclampsia และ สถานการณ์ที่ 2 กรณี Postpartum hemorrhage โดยศึกษารายละเอียดวิธีการวัดประเมินการตัดสินใจทางคลินิกตามแนวคิดของ Christine A. Tanner ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การตั้งข้อสังเกต (Noticing) การตีความ (Interpreting) การตอบสนอง (Responding) และการสะท้อนคิด (Reflecting) (Tanner, 2006) โดย Kathie Lasater ได้พัฒนาเครื่องมือประเมินทักษะการตัดสินใจทางคลินิกที่เรียกว่า Lasater Clinical Judgment Rubric (LCJR) เพื่อใช้ประเมินและส่งเสริมการพัฒนาทักษะการตัดสินใจทางคลินิกของนักศึกษาพยาบาลและพยาบาลวิชาชีพ (Lasater, 2007) และในแต่ละองค์ประกอบหลักได้แบ่งการประเมินออกเป็นองค์ประกอบย่อยทั้งหมด 11 องค์ประกอบ เป็นข้อคำถามแบบคำถามปรนัย (Objective/Closed-ended questions) ข้อคำตอบเป็นแบบเลือกตอบ (Multiple-choice) แบ่งเป็น Single Best Answer (เลือก 1 ข้อที่ถูกที่สุด) และMultiple Response (เลือกหลายข้อที่ถูกต้องตามจำนวนที่กำหนด) ดังนี้
1) ข้อคำถามที่ 1, 2 และ 3 มีลักษณะของตัวเลือกคำตอบแบบตรวจสอบรายการ
(checklist) ให้เลือกตอบมากกว่า 1 รายการ และข้อคำถามที่ 4 และ 6 มีลักษณะของตัวเลือกคำตอบแบบจัดกลุ่ม ให้เลือกตอบมากกว่า 1 รายการเช่นเดียวกัน โดยแต่ละข้อมีจำนวนรายการคำตอบที่ถูกต้องแตกต่างกัน การได้คะแนนขึ้นอยู่กับจำนวนตัวเลือกคำตอบที่เลือกได้ถูกต้อง โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้

เลือกตัวเลือกคำตอบที่ถูกต้องครบทุกข้อ ให้ 1 คะแนน
เลือกตัวเลือกคำตอบที่ถูกต้องแต่ไม่ครบทุกข้อ ให้ 0 คะแนน
เลือกตัวเลือกคำตอบทีไม่ถูกต้อง ให้ 0 คะแนน

2) ข้อคำถามที่ 5, 7, 8 และ 9 มีลักษณะของตัวเลือกคำตอบแบบ 1 ตัวเลือก ให้
เลือกตอบคำตอบเดียว ที่ถูกต้องที่สุดนับค่าคะแนนเป็น 1 คะแนน

เลือกตัวเลือกคำตอบที่ถูกต้อง ให้ 1 คะแนน
เลือกตัวเลือกคำตอบทีไม่ถูกต้อง ให้ 0 คะแนน

3) ข้อคำถามที่ 10 และ 11 เป็นการประเมินตนเองที่มีค่าคะแนนเป็นระดับ ไม่นับ
รวมเป็นค่าคะแนนกับข้อคำถามที่ 1-9
การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ
มีการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือซึ่งประกอบด้วยความตรงเชิงเนื้อหา (content validity) ความเที่ยงของเครื่องมือ (reliability) และการทดสอบความเป็นไปได้ของโปรแกรมฯ ดังนี้
1. การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (content validity)
1.1. การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาของเครื่องมือที่ใช้ดำเนินการทดลอง คือ สถานการณ์จำลองเสมือนจริง 2 สถานการณ์ คือสถานการณ์ที่ 1 การพยาบาลภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรม: สถานการณ์ที่ 1 กรณี Eclampsia และ สถานการณ์ที่ 2 สถานการณ์ระยะหลังคลอด กรณี Postpartum hemorrhage เสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย (1) อาจารย์/ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยทางการบริหารการพยาบาล 1 ท่าน (2) อาจารย์การพยาบาลด้านสูติศาสตร์ จำนวน 1 ท่าน และ (3) หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลห้องคลอด จำนวน 1 ท่าน เพื่อพิจารณาความตรงเชิงเนื้อหา คือ เนื้อหาสถานการณ์จำลองการพยาบาลภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรม กรณี Eclampsia และ กรณี Postpartum hemorrhage และแบบวัดการตัดสินใจทางคลินิก ข้อคำถามมีความชัดเจน ถูกต้อง เหมาะสม มีความสอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎี หรือคำนิยามเชิงปฏิบัติการของตัวแปร โดยผู้วิจัยนำไปตรวจสอบคำนวณค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (content validity index) และได้นำข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ มาดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้มีความเหมาะสมมากขึ้น
1.2. ข้อสอบวัดการตัดสินใจทางคลินิกภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรม กรณี Eclampsia และ กรณี Postpartum hemorrhage ได้รับความคิดเห็นของผู้ทรงที่มีต่อสถานการณ์ทั้ง 3 ท่านมีความคิดเห็นคือ เห็นด้วยกับเนื้อหาสถานการณ์ทั้ง 3 ท่าน มีการตรวจสอบเครื่องมือโดยผ่านการปรับปรุงและข้อเสนอแนะเสนอจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน โดยมีค่าความตรงของเครื่องมือวิจัย เท่ากับ 0.86 และได้นำข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ มาดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้มีความเหมาะสมมากขึ้น
2. การตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือ (reliability)
โครงร่างวิจัยที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจริยธรรมของคณะพยาบาลศาสตร์ ผ่านคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้วิจัยนำเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ที่ผ่านการแก้ไขของผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ไปทดลองใช้ (try out) กับพยาบาลวิชาชีพที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 15 คน วิเคราะห์ความเที่ยงของการทดสอบซ้ำ (Test-retest Reliability) นำมาคำนวณหาค่าความเที่ยงโดยใช้สถิติ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Correlation Coefficient) ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .74 โดยกำหนดค่าความเที่ยงที่น่าเชื่อถือได้ในเครื่องมือใหม่มากกว่าหรือเท่ากับ .70 จึงสามารถนำไปใช้ในการศึกษาวิจัยได้ (รัตน์ศิริ ทาโต, 2561)

การเก็บรวบรวมข้อมูล
1. ขั้นเตรียมการ
1.1 การเตรียมความพร้อมของผู้วิจัยโดยสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิด
เกี่ยวกับสถานการณ์จำลองเสมือนจริง และการตัดสินใจทางคลินิก เพื่อดำเนินการวิจัยให้มีประสิทธิภาพด้วยการทบทวนวรรณกรรม และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1.2 ผู้วิจัยนำเสนอโครงร่างวิจัยต่อคณะกรรมประเมินจริยธรรมในงานวิจัยของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบโครงร่างวิจัย เลขที่ IRB มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ PSU IRB 2025-St-Nur 046
1.3 ผู้วิจัยเสนอโครงร่างวิจัยที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการจริยธรรมของคณะพยาบาลศาสตร์ ผ่านคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาล เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์การวิจัย วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล การพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง IRB โรงพยาบาลยะลา 45/2568 และขออนุญาตในการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัย
2. ขั้นดำเนินการทดลอง และเก็บรวบรวมข้อมูล มีขั้นตอนการดำเนินงานดังต่อไปนี้
ระยะที่ 1 ก่อนทดลองใช้การฝึกปฏิบัติโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง
1.1 ผู้วิจัยนัดหมายกลุ่มผู้เข้าร่วมวิจัยเพื่อชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์
ขั้นตอน ระยะเวลา และสิทธิของผู้เข้าร่วมวิจัย โดยแบ่งเป็น 2 วัน เนื่องจากข้อจำกัดของวันและช่วงเวลาของการขึ้นปฏิบัติงานของกลุ่มผู้เข้าร่วมวิจัย จึงให้กลุ่มผู้เข้าร่วมวิจัยเลือกวันการเข้ารับฟังการชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับงานวิจัย ในวันที่ 4 มีนาคม 2569 และวันที่ 9 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมห้องคลอด โรงพยาบาลยะลา
1.2 ชี้แจงให้ผู้เข้าร่วมวิจัยทราบถึงวิธีการและตอบข้อข้องใจต่างๆ รวมถึงประโยชน์
ที่อาจเกิดขึ้นขณะทำการวิจัย
1.3 การเข้าร่วมโครงการวิจัยผู้ยินยอมจะเข้าร่วมด้วยความสมัครใจและต้องได้รับ
ความยินยอมทุกราย โดยลงนามในเอกสารยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร
1.4 ผู้ยินยอมสามารถบอกเลิกการเข้าร่วมโครงการวิจัยได้ทุกเมื่อ โดยไม่ต้องอธิบาย
เหตุผลมีสิทธิ์ปฏิเสธหรือเลือกที่จะไม่ตอบคำถามในแบบสอบถามข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ โดยไม่มีผลกระทบใดๆต่อผู้ยินยอมทั้งสิ้น
1.5 การรักษาความลับของข้อมูลโครงการวิจัยนี้ เป็นการให้ผู้ยินยอมตอบแบบสอบ
ถามโดยจะไม่มีการเปิดเผยชื่อผู้ยินยอม และเมื่อผู้ยินยอมลงนามในใบยินยอมแล้ว ผู้วิจัยจะแยกใบยินยอมออกจากแบบสอบถามไว้คนละส่วนกัน เพื่อป้องกันการเชื่อมโยงกันของแบบสอบถามกับใบยินยอมให้ทำการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลในลักษณะภาพรวมโดยเหตุผลทางวิชาการเท่านั้นและไม่นำข้อมูลหรือความลับของกลุ่มตัวอย่างมาเปิดเผยหรือนำเสนอผลการวิจัยเป็นรายบุคคล ส่วนข้อมูลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการวิจัยจะไม่มีการเปิดเผยทั้งสิ้น มีเพียงผู้วิจัยที่สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ยินยอมได้
1.6 ผู้วิจัยจะทำลายข้อมูลภายหลังการตีพิมพ์เผยแพร่
1.7 ผู้เข้าร่วมวิจัยจับสลาก กลุ่มละ 3 คน และกำหนดวันนัดเข้าร่วมการทดลองโดย
กำหนดจากวันที่กลุ่มเข้าร่วมได้ทั้ง 3 คน จนครบทั้ง 10 กลุ่ม
1.8 ผู้วิจัยชี้แจงรายชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ ขั้นตอน ระยะเวลา และ
บทบาทหน้าที่ของผู้ช่วยวิจัย โดยผู้ช่วยวิจัยทั้ง 4 คน มีบทบาทหน้าที่ดังนี้
1.8.1 ผู้ช่วยวิจัยคนที่ 1 อาจารย์พยาบาลจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ยะลา (คนที่ 1) มีบทบาทหน้าที่ดูแลหุ่นจำลองเสมือนจริงระดับสูง (High-fidelity Patient Simulator) เพื่อใช้ในการปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้เข้าร่วมวิจัยในสถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง
1.8.2 ผู้ช่วยวิจัยคนที่ 2 อาจารย์พยาบาลจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ยะลา (คนที่ 2) มีบทบาทในการสังเกตพฤติกรรมกลุ่มผู้เข้าร่วมวิจัย และเป็นผู้ทำหน้าที่ในช่วง Debrief ที่เป็นขั้นตอนการสะท้อนคิด และเชื่อมโยงการเรียนรู้ผ่าน concept mapping
1.8.3 ผู้ช่วยวิจัยคนที่ 3 พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลยะลา (คนที่ 1) มีหน้าที่ในการสวมบทบาทเป็นแพทย์ผู้ให้แผนการรักษาในสถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูงทั้ง 2 สถานการณ์
1.8.4 ผู้ช่วยวิจัยคนที่ 4 พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลยะลา (คนที่ 2) มีหน้าที่ในการสวมบทบาทเป็นญาติผู้ป่วยในสถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูงทั้ง 2 สถานการณ์
ระยะที่ 2 ระหว่างการทดลองใช้การฝึกปฏิบัติโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง
2.1 ผู้เข้าร่วมวิจัยตอบแบบประเมินความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิกก่อนการทดลองใช้การฝึกปฏิบัติโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง (pretest) จำนวน 22 ข้อ ซึ่งเป็นโจทย์สถานการณ์ 2 สถานการณ์ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที หลังจากตอบแบบประเมินความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิกก่อนการทดลองใช้การฝึกปฏิบัติโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง (pretest) เสร็จ ผู้วิจัยแจ้งผลคะแนนรวมข้อ 1-9 ให้ผู้เข้าร่วมวิจัยทราบเพื่อตอบแบบประเมินข้อ 10-11 และส่งแบบประเมินความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิกก่อนการทดลองใช้การฝึกปฏิบัติโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง (pretest) คืนให้กับผู้วิจัย
2.2 ผู้เข้าร่วมวิจัยตามกลุ่มที่จับสลากแบบสุ่ม ในระยะก่อนการทดลอง ที่เข้าร่วมการทดลองในแต่ละวันที่กำหนดร่วมกัน ทำการจับสลากเพื่อกำหนดบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติในสถานการณ์จำลองระดับสูง
2.3 กรณีที่ผู้เข้าร่วมวิจัยมี 2 กลุ่มต่อวัน จะทำการนัดเวลาการเข้าร่วมการทดลองเป็นช่วงเช้า และบ่าย คนละช่วงเวลา ซึ่งทางผู้วิจัยจำกำหนดให้มีได้เพียง 2 กลุ่มต่อวันเท่านั้น
2.4 ผู้เข้าร่วมวิจัยเข้าร่วมการปฏิบัติในสถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูงจำนวน 2 สถานการณ์ โดยจะปฏิบัติช่วงละ 1 สถานการณ์ จนเสร็จสิ้นทั้ง 2 สถานการณ์ ภายใต้การดูแลของผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยในการดำเนินการปฏิบัติ แบ่งเป็น
2.4.1 ผู้วิจัยชี้แจงเป้าหมายของการเรียนรู้ในสถานการณ์จำลองเสมือนจริง และ
บทบาทของผู้เข้าร่วมวิจัยที่ได้รับ แนะนำอุปกรณ์และสถานที่ในสถานการณ์จำลอง แนะนำบทบาทผู้ช่วยในสถานการณ์จำลอง ชี้แจงกติการในการเรียนรู้ในสถานการณืจำลองเสมือนจริง เช่น สามารถขอข้อมูลสัญญาณชีพ อุปกรณ์ต่างๆในสถานการณ์จำลอง ชี้แจงโจทย์สถานการณ์และเวลาในการทำสถานการณ์ จากนั้นผู้ช่วยวิจัยคนที่ 1 และ 2 ซักถามให้กลุ่มผู้เข้าร่วมวิจัยร่วมวิเคราะห์การวางแผนการปฏิบัติการพยาบาลจากข้อมูลโจทย์สถานการณ์เกี่ยวกับประวัติและอาการนำก่อนมาโรงพยาบาลของผู้ป่วยที่ได้รับฟัง (Pre-briefing) ใช้เวลา 10 นาที
2.4.2 ผู้เข้าร่วมวิจัยปฏิบัติการพยาบาลในการดำเนินสถานการณ์จำลองเสมือนจริง
(Run scenario) 20 นาที โดยผู้ช่วยวิจัยคนที่ 1 ทำหน้าที่ดูแลหุ่นจำลองเสมือนจริงระดับสูงและ ผู้ช่วยวิจัยคนที่ 2 สังเกตพฤติกรรมกลุ่มผู้เข้าร่วมวิจัยระหว่างการดำเนินสถานการณ์จำลองเสมือนจริง ใช้เวลา 20 นาที
2.4.3 เมื่อเสร็จสิ้นการดำเนินสถานการณ์จำลองเสมือนจริง ผู้ช่วยวิจัยคนที่ 2
ดำเนินการนำอภิปรายสรุปและการสะท้อนคิด (Debriefing) และการเรียนรู้ผ่าน concept mapping ใช้เวลา 30 นาที
ระยะที่ 3 หลังเสร็จสิ้นการเข้าร่วมโปรแกรม
3.1 ผู้เข้าร่วมวิจัยตอบแบบประเมินความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิกก่อนการทดลองใช้การฝึกปฏิบัติโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง (posttest) จำนวน 22 ข้อ ซึ่งเป็นโจทย์สถานการณ์ 2 สถานการณ์ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที หลังจากตอบแบบประเมินความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิกก่อนการทดลองใช้การฝึกปฏิบัติโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง (posttest) เสร็จ ผู้วิจัยแจ้งผลคะแนนรวมข้อ 1-9 ให้ผู้เข้าร่วมวิจัยทราบเพื่อตอบแบบประเมินข้อ 10-11 และส่งแบบประเมินความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิกก่อนการทดลองใช้การฝึกปฏิบัติโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง (posttest) คืนให้กับผู้วิจัย
3.2 ผู้เข้าร่วมวิจัยสามารถซักถาม แสดงความคิดเห็น หรือสะท้อนประสบการณ์เพิ่มเติมตามความสมัครใจ
3.3 ผู้เข้าร่วมวิจัยสามารถถอนตัวจากการวิจัยได้ทุกเมื่อ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานหรือสิทธิใด ๆ
3.4 ตรวจสอบการตอบข้อคำถามประเมินความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิกก่อนและหลังการทดลองใช้การฝึกปฏิบัติโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง จำนวน 22 ข้อ เพื่อความเรียบร้อยก่อนเสร็จสิ้นการทำการทดลองในแต่ละกลุ่ม

การพิทักษ์สิทธิกลุ่มตัวอย่าง
ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการพิจารณาถึงความเสี่ยงด้านจริยธรรมในการทำวิจัยและการพิทักษ์สิทธิของกลุ่มตัวอย่าง จึงทำการเก็บข้อมูลหลังจากได้รับการอนุมัติจากศูนย์จริยธรรมการวิจัย ในมนุษย์สาขาสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์คณะพยาบาลศาสตร์ และสำนักงานจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และได้ดำเนินการพิทักษ์สิทธิของกลุ่มตัวอย่าง โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. ผู้วิจัยชี้แจงให้กลุ่มตัวอย่างทราบโดยแนบแบบการพิทักษ์สิทธิของกลุ่มตัวอย่าง ไปพร้อมกับแบบสอบถามการวิจัยทุกชุด เพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามทราบถึงวัตถุประสงค์ และวิธีดำเนินการวิจัย โดยการแนะนำตนเอง ชี้แจงวัตถุประสงค์ งานวิจัย ขั้นตอนการดำเนินการรวบรวมข้อมูล ระยะ เวลาการทำวิจัย พร้อมชี้แจงให้ทราบถึงสิทธิ ของกลุ่มตัวอย่างในการตอบรับหรือปฏิเสธในการเข้าร่วมการวิจัยในครั้งนี้โดยไม่มีผลต่อกลุ่มตัวอย่าง
2. ผู้วิจัยจะทำการรักษาความลับของข้อมูลเมื่อได้รับแบบสอบถามคืน และจะทำลายทิ้ง หลังจากที่ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลเสร็จสิ้น
3. ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งในภาพรวมของกลุ่มตัวอย่าง และการรายงานผลการ วิเคราะห์ข้อมูลในลักษณะภาพรวมไม่มีการอ้างอิงหรือพาดพิงกลุ่มตัวอย่างคนใดคนหนึ่ง
4. ข้อมูลและคำตอบในแบบสอบถามจะถูกปิดไว้เป็นความลับ โดยในแบบสอบถามและแบบประเมินที่ได้รับจากการศึกษาจะไม่มีการระบุชื่อ นามสกุล แต่ใช้รหัสข้อมูลแทนและเก็บไว้ในตู้ที่มีกุญแจ จะมีเพียงผู้วิจัย อาจารย์ที่ปรึกษาและบุคคลที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบการวิจัย เช่น คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หรือองค์กรของรัฐที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบ หรือคณะกรรมการจริยธรรมเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ มีการวิเคราะห์ข้อมูลตามความเป็นจริง ผลการวิจัยจะถูกเสนอในภาพรวมเท่านั้น ซึ่งเป็นลักษณะการนำเสนอทางวิชาการ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาการพยาบาลด้านการดูแลผู้ป่วยด้านสูติกรรม และเอกสารในโครงการวิจัยครั้งนี้จะถูกเก็บรักษาไว้เป็นระยะเวลา 3 ปี หลังการวิจัยเสร็จสิ้นสมบูรณ์ก่อนนำไปทำลาย

การวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ดังต่อไปนี้
1. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง วิเคราะห์โดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พร้อมนำเสนอในรูปตาราง
2. เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิกของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานด้านสูติกรรม โรงพยาบาลยะลา ก่อนและหลังการใช้โปรแกรมการฝึกอบรมโดยประยุกต์ใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง โดยใช้สถิติ Wilcoxon Signed Ranks Test เนื่องจากไม่ผ่านข้อตกลงเบื้องต้นของการกระจายข้อมูลไม่เป็นโค้งปกติ
ผลการวิจัย (Research Results)
ผลการวิจัย

ระเบียบวิธีวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) มีเป้าหมายเพื่อทดสอบประสิทธิผลของการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูงที่มีต่อสมรรถนะการตัดสินใจทางคลินิกของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในกลุ่มงานสูติกรรม โรงพยาบาลยะลา จำนวน 30 คน การวิเคราะห์ข้อมูลที่จัดเก็บทั้งก่อนและหลังการทดลองใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน (Median) และช่วงควอร์ไทล์ (Interquartile Range: IQR) พร้อมทั้งใช้สถิติ Wilcoxon Signed Ranks Test ในการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนน

ส่วนที่ 1 ข้อมูลคุณลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง
ส่วนที่ 2 การเปรียบเทียบสมรรถนะการตัดสินใจทางคลินิก ก่อนและหลังการฝึก
ปฏิบัติบนสถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง

ส่วนที่ 1 ข้อมูลคุณลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง

จากการประมวลผลข้อมูลทั่วไปของพยาบาลวิชาชีพที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 41.33 ปี (S.D. = 6.70, อายุต่ำสุด = 26 ปี, สูงสุด = 60 ปี) โดยพยาบาลส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มอายุระหว่าง 36–45 ปี (ร้อยละ 50.00) เมื่อพิจารณาในแง่ของประสบการณ์การทำงานในแผนกสูติกรรม ปรากฏค่าเฉลี่ยเท่ากับ 12.87 ปี (S.D. = 6.32$, ประสบการณ์ต่ำสุด = 2 ปี, สูงสุด = 20 ปี) โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระยะเวลาการทำงานในช่วง 5–15 ปี (ร้อยละ 60.00) ในด้านหน่วยงานที่สังกัด พบว่าพยาบาลปฏิบัติงานในห้องคลอดมากที่สุดจำนวน 13 คน (ร้อยละ 43.33) รองลงมาคือหอผู้ป่วยพิเศษสูติกรรมจำนวน 10 คน (ร้อยละ 33.34) และหอผู้ป่วยสูติกรรมจำนวน 7 คน (ร้อยละ 23.33) ตามลำดับ สำหรับระดับการศึกษาสูงสุด พบว่าส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตจำนวน 26 คน (ร้อยละ 86.67) โดยมีผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทางสาขาการผดุงครรภ์จำนวน 3 คน (ร้อยละ 10.00) และหลักสูตรเฉพาะทางสาขาอื่น ๆ จำนวน 1 คน (ร้อยละ 3.33) รายละเอียดปรากฏดังตารางที่ 1

ตาราง 1 ข้อมูลคุณลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง (n = 30)

ข้อมูลส่วนบุคคล จำนวน (คน) ร้อยละ
อายุ (ปี)
- 26 – 35 ปี 7 23.33
- 36 – 45 ปี 15 50.00
- 46 ปีขึ้นไป 8 26.67
(เฉลี่ย = 41.33 ปี, S.D. = 6.70, ต่ำสุด = 26, สูงสุด = 60)
ประสบการณ์การปฏิบัติงานแผนกสูติกรรม (ปี)
- ต่ำกว่า 5 ปี 4 13.33
- 5 – 15 ปี 18 60.00
- มากกว่า 15 ปี 8 26.67
(เฉลี่ย = 12.87 ปี, S.D. = 6.32, ต่ำสุด = 2, สูงสุด = 20)
หน่วยงานที่ปฏิบัติงาน
- ห้องคลอด 13 43.33
- หอผู้ป่วยสูติกรรม 7 23.33
- หอผู้ป่วยพิเศษสูติกรรม 10 33.34
ระดับการศึกษาสูงสุด
- ปริญญาตรี 26 86.67
- ปริญญาตรีและหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการผดุงครรภ์ 3 10.00
- ปริญญาตรีและหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทางสาขาอื่นๆ 1 3.33

ส่วนที่ 2 การเปรียบเทียบสมรรถนะการตัดสินใจทางคลินิก ก่อนและหลังการฝึกปฏิบัติบนสถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง

การวัดระดับความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิกในงานวิจัยนี้อิงตามเครื่องมือเกณฑ์ประเมิน Lasater Clinical Judgment Rubric (LCJR, 2007) ซึ่งแบ่งโครงสร้างการวัดออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ประกอบด้วย
1. ขั้นการสังเกต (Noticing) พิจารณาผ่านตัวบ่งชี้พฤติกรรมการสังเกตและรับรู้ข้อมูลสำคัญ รวมทั้งการประเมินข้อมูลซ้ำ
2. ขั้นการแปลผล (Interpreting) พิจารณาผ่านตัวบ่งชี้การจัดลำดับข้อมูล การทำความเข้าใจข้อมูล และการกำหนดลำดับความสำคัญของปัญหา
3. ขั้นการปฏิบัติ (Responding) พิจารณาผ่านตัวบ่งชี้การตัดสินใจเลือกแนวทางการพยาบาล การปฏิบัติด้วยความมั่นใจ การสื่อสารที่ชัดเจน และการจัดการสถานการณ์
4. ขั้นการสะท้อนคิด (Reflecting) พิจารณาผ่านตัวบ่งชี้การประเมินผลการพยาบาล และการทบทวนระบบคิดเพื่อการเรียนรู้
เนื่องจากการทดสอบการกระจายของคะแนนพบว่าข้อมูลมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามโค้งปกติ ผู้วิจัยจึงเลือกใช้สถิติแบบนอนพาราเมตริก Wilcoxon Signed Rank Test ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบผล โดยแสดงผลการวิเคราะห์จำแนกรายมิติและตามสถานการณ์ฉุกเฉิน (Eclampsia และ Postpartum Hemorrhage: PPH) ดังตารางที่ 2 ถึง 5

ตาราง 2 จำนวนและร้อยละของการตอบถูกจำแนกตามรายตัวบ่งชี้ความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิก (ขั้นตอนที่ 1-3) (n = 30)

ตัวบ่งชี้ Pretest Eclampsia
n (%) Posttest Eclampsia
n (%) Pretest PPH n (%) Posttest PPH n (%)
ขั้นตอนการประเมิน (noticing)
1. การสังเกตและรับรู้ข้อมูลสำคัญ (focused observation) 13 (43.3) 15 (50.0) 27 (90.0) 30 (100)
2. การประเมินข้อมูลซ้ำ (information seeking) 27 (90.0) 29 (96.7) 29 (96.7) 30 (100)
ขั้นตอนการแปลผล (interpreting)
3. การจัดลำดับข้อมูล (information ordering) 18 (60.0) 22 (73.3) 22 (73.3) 25 (83.3)
4. การทำความเข้าใจข้อมูล (information processing) 22 (73.3) 29 (96.7) 27 (90.0) 30 (100)
5. การกำหนดลำดับความสำคัญของปัญหา (prioritizing) 28 (93.3) 30 (100.0) 29 (96.7) 30 (100)
ขั้นตอนการปฏิบัติ (responding)
6. การตัดสินใจเลือกแนวทางการพยาบาล (nursing action) 25 (83.3) 28 (93.3) 24 (80.0) 27 (90.0)
7. การปฏิบัติด้วยความมั่นใจ (confidence) 16 (53.3) 19 (63.3) 12 (40.0) 19 (63.3)
8. การสื่อสารที่ชัดเจน (communication) 25 (83.3) 27 (90.0) 17 (56.7) 28 (93.3)
9. การจัดการสถานการณ์ (skillfulness) 26 (86.7) 29 (96.7) 25 (83.3) 30 (100)

เมื่อพิจารณารายตัวบ่งชี้ในตารางที่ 2 ภายหลังการฝึกปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่างมีสัดส่วนการตอบถูกเพิ่มขึ้นในทุกมิติทั้งสองสถานการณ์ โดยในกรณี Eclampsia ตัวบ่งชี้ด้านการกำหนดลำดับความสำคัญของปัญหาสูงขึ้นเป็นร้อยละ 100 หลังการทดลอง สำหรับมิติการประเมินข้อมูลซ้ำและการทำความเข้าใจข้อมูลพบแนวโน้มสูงขึ้น (จากร้อยละ 90.0 เป็น 96.7 และจากร้อยละ 73.3 เป็น 96.7 ตามลำดับ) ส่วนในขั้นการปฏิบัติ การตัดสินใจเลือกแนวทางการพยาบาลเพิ่มจากร้อยละ 83.3 เป็น 93.3 การสื่อสารชัดเจนจากร้อยละ 83.3 เป็น 90.0 และการจัดการสถานการณ์จากร้อยละ 86.7 เป็น 96.7 ขณะที่ความมั่นใจในการปฏิบัติมีสัดส่วนต่ำสุด แต่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นจากร้อยละ 53.3 เป็น 63.3
สำหรับสถานการณ์ PPH ตัวบ่งชี้ด้านการสังเกตข้อมูลสำคัญ การประเมินข้อมูลซ้ำ การทำความเข้าใจข้อมูล การกำหนดลำดับความสำคัญ และการจัดการสถานการณ์ มีสัดส่วนการปฏิบัติถูกต้องเต็มร้อยละ 100 หลังการทดลอง ส่วนความมั่นใจในการปฏิบัติและการสื่อสารพบการพัฒนาระดับจากร้อยละ 40.0 เป็น 63.3 และการสื่อสารที่ชัดเจนปรับจากร้อยละ 56.7 เป็น 93.3

ตารางที่ 3 จำนวนและร้อยละของผลการประเมินตนเองในขั้นตอนการสะท้อนคิด (n = 30)

ตัวบ่งชี้ ระดับในการประเมินตนเอง Pretest Eclampsia
n (%) Posttest Eclampsia
n (%) Pretest PPH
n (%) Posttest PPH
n (%)
ขั้นตอนการสะท้อนคิด (reflecting)
10. การประเมินผลการพยาบาล (Evaluation) พอใช้ 6 (20.0) 1 (3.3) 8 (26.7)
ดี 24 (80.0) 23 (76.7) 22 (73.3) 24 (80.0)
ดีมาก 6 (20.0) 6 (20.0)
11. การการทบทวนระบบคิดเพื่อการเรียนรู้ (Reflective Thinking) น้อย 7 (23.3) 16 (53.3) 7 (23.3) 20 (66.7)
ปานกลาง 18 (60.0) 14 (46.7) 19 (63.3) 10 (33.3)
มาก 5 (16.7) 4 (13.3)

ข้อมูลจากตารางที่ 3 ที่เป็นตัวบ่งชี้ในการสะท้อนตนเองเชิงลึกที่เห็นได้ว่า พยาบาลร้อยละ 20.0 สามารถยกระดับขีดความสามารถของตนเองขึ้นสู่เกณฑ์ 'ดีมาก' ในทั้งสองกรณีศึกษา สำหรับตัวบ่งชี้ด้านการวิเคราะห์วิจารณ์ตนเองเพื่อระบุความต้องการศึกษาเพิ่มเติม (Reflective Thinking) ปรากฏแนวโน้มที่น่าสนใจอย่างยิ่ง กล่าวคือ ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่กลับประเมินความต้องการในการแสวงหาความรู้เสริมไว้เพียงระดับ 'น้อย' (คิดเป็นร้อยละ 53.3 ในกรณี Eclampsia และร้อยละ 66.7 ในกรณี PPH) ซึ่งขยับสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากระยะก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญ

ตารางที่ 4 การเปรียบเทียบคะแนนมัธยฐานสมรรถนะการตัดสินใจทางคลินิกในภาพรวมและรายกรณีศึกษา (n = 30)

ความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิก ก่อนฝึกปฏิบัติ หลังฝึกปฏิบัติ Z p-value
Median IQR Median IQR
สถานการณ์ที่ 1 Eclampsia
(คะแนนเต็ม 9 คะแนน) 7.00 1.25 8.50 1.00 -4.129 < .001
สถานการณ์ที่ 2 PPH
(คะแนนเต็ม 9 คะแนน ) 7.00 3.50 8.00 2.25 -3.574 < .001
รวม 2 สถานการณ์ 14.50 5.00 16.00 2.00 -4.673 < .001

เมื่อพิจารณาแยกตามรายสถานการณ์ และภาพรวมทั้งสองสถานการณ์ในตารางที่ 4 แสดงผลลัพธ์จากคะแนนมัธยฐานภายหลังกลุ่มตัวอย่างพยาบาลวิชาชีพผ่านการเข้าร่วมทดลองในสถานการณ์จำลอง เห็นได้ชัดถึงแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระดับภาพรวมรวมทั้งสองสถานการณ์ (Z = -4.673, p < .001) ซึ่งคะแนนรวมพุ่งสูงขึ้นจากเดิม (Median pre = 14.50, IQR = 5.00) ขยับในลักษณะสูงขึ้น (Median post = 16.00, IQR = 2.00) และเมื่อจำแนกการวิเคราะห์เป็นรายกรณีศึกษา พบว่าผลสัมฤทธิ์ในเหตุการณ์ครรภ์เป็นพิษระยะชักมีความก้าวหน้าเชิงคะแนนอย่างเด่นชัด (Median pre = 7.00 สู่ Median post = 8.50; Z = -4.129, p < .001) เช่นเดียวกับเหตุการณ์ตกเลือดหลังคลอดที่ระดับคะแนนมีการยกระดับตัวขึ้นในมิติที่สอดคล้องกัน (Median pre = 7.00 สู่ Median post = 8.00; Z = -3.574, p < .001)

ตาราง 5 การเปรียบเทียบคะแนนมัธยฐานสมรรถนะการตัดสินใจทางคลินิกจำแนกตามขั้นตอนย่อยกระบวนการตัดสินใจ (n = 30)

ความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิก ก่อนฝึกปฏิบัติ หลังฝึกปฏิบัติ Z p-value
Median IQR Median IQR
ขั้นการประเมิน 3.00 1.00 3.00 1.00 -2.309 .021*
ขั้นการแปลผล 5.00 2.00 6.00 1.00 -3.407 .001**
ขั้นการปฏิบัติ 6.00 3.00 7.00 2.00 -4.002 < .001**
*p < .05, **p < .01

เมื่อเปรียบเทียบจำแนกตามขั้นตอนหลักในตารางที่ 5 ปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับคะแนนที่ปรับขึ้นในทุกมิติย่อยอย่างมีนัยสำคัญเชิงสถิติ โดยในขั้นการสังเกตสภาพผู้ป่วย แม้ค่ากลางมัธยฐานจะมีตัวเลขคงเดิมในระยะก่อนและหลังทดลองที่ 3.00 แต่กลับพบรูปแบบการกระจายตัวของข้อมูลที่มีความเป็นระบบและแคบลงอย่างมีนัยสำคัญ (Z = -2.309, p = .021) สำหรับในมิติขั้นการแปลผลข้อมูลทางคลินิก ระดับคะแนนเฉลี่ยขยับตัวเพิ่มขึ้นภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการเรียนรู้จาก 5.00 ไปสู่ 6.00 (Z = -3.407, p = .001) และในทำนองเดียวกัน ขั้นการเผชิญหน้าเพื่อตอบสนองการพยาบาล คะแนนมัธยฐานยกระดับความสำเร็จขึ้นจากเดิม 6.00 มาเป็น 7.00 (Z = -4.002, p < .001) ตามลำดับ
สรุปและข้อเสนอแนะ (Conclusion and Recommendations)
สรุปผลการวิจัย

ระเบียบวิธีวิจัยกึ่งทดลองในครั้งนี้ ยึดรูปแบบโครงสร้างการศึกษาแบบกลุ่มเดี่ยวประเมินผลก่อนและหลังการทดลอง (One-group pretest-posttest design) โดยทำการเลือกสรรกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจงเฉพาะตำแหน่ง (Purposive sampling) จากประชากรพยาบาลวิชาชีพกลุ่มงานสูติกรรม โรงพยาบาลยะลา ทั้งหมด 52 คน ซึ่งคัดกรองพยาบาลที่มีระยะเวลาปฏิบัติงานจริง 1–20 ปี ได้กลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นจำนวน 30 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 2 ชุด ดังนี้
1. ชุดเครื่องมือด้านการดำเนินการวิจัย ได้แก่ ชุดสถานการณ์จำลองเชิงคลินิกภาวะวิกฤตทางสูติศาสตร์ (เหตุการณ์ครรภ์เป็นพิษระยะชัก: Eclampsia และเหตุการณ์ตกเลือดหลังคลอด: Postpartum Hemorrhage) รวมจำนวน 2 โปรแกรมสถานการณ์ ซึ่งจัดทำขึ้นตามกรอบพฤติกรรมบ่งชี้ 11 มิติของแนวคิด LCJR (2007) และผ่านการรับรองความเที่ยงตรงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน
2. เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 2 ส่วน ดังนี้
ส่วนที่ 1 แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของบุคคลจำนวน 4 ประเด็น
ส่วนที่ 2 แบบประเมินสมรรถนะการพิจารณาวินิจฉัยทางคลินิกชนิดปรนัยเลือกตอบ (Single Best Answer และ Multiple Response) รวมสถานการณ์ละ 11 ข้อถาม (นำมาคิดเป็นสัดส่วนคะแนนทดสอบชุดละ 9 ข้อ คะแนนรวมเต็มทั้งโปรแกรมเท่ากับ 18 คะแนน) เครื่องมือชุดนี้มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.86 และมีค่าความเที่ยงตรงจากการทดสอบซ้ำ (Test-retest reliability) เท่ากับ 0.74 ผ่านกระบวนการทดลองใช้หน้างาน (Try out) ในกลุ่มพยาบาลวิชาชีพที่มีบริบทใกล้เคียงกันจำนวน 15 คน
ผลการวิเคราะห์เชิงประจักษ์สรุปได้ว่า คะแนนขีดความสามารถการตัดสินใจทางคลินิกในภาพรวมและรายกรณีศึกษา (Eclampsia และ PPH) ของพยาบาลวิชาชีพ ภายหลังได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้ผ่านนวัตกรรมสถานการณ์จำลองระดับสูง มีการพัฒนาและเพิ่มสูงขึ้นกว่าเกณฑ์ก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001)

อภิปรายผลการวิจัย
ข้อมูลเชิงสถิติจากการศึกษาครั้งนี้จัดเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้เครื่องมือสิ่งแวดล้อมจำลองเสมือนจริงระดับสูง สามารถยกระดับสมรรถนะการตัดสินใจทางคลินิกในภาพรวมของพยาบาลวิชาชีพได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ข้อค้นพบดังกล่าวอธิบายได้ตามโครงสร้างแนวคิดของ Tanner (2006) ที่ระบุว่า กระบวนการพิจารณาวินิจฉัยทางคลินิกเป็นกิจกรรมทางปัญญาขั้นสูงที่ต้องอาศัยการจัดระเบียบความคิดอย่างเป็นระบบ การประยุกต์ใช้โปรแกรมฝึกปฏิบัติเสมือนจริงระดับสูงช่วยเอื้อให้พยาบาลได้เผชิญหน้าและฝึกจัดการกับภาวะวิกฤตทางสูติกรรมที่มีความรุนแรง เช่น Eclampsia และ PPH ภายใต้พื้นที่การเรียนรู้ที่ปลอดภัย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือความคลาดเคลื่อนต่อผู้ป่วยจริง (Jeffries, 2005) อีกทั้งยังผสานขั้นตอนการถอดบทเรียนหลังกิจกรรม (Debriefing) ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ผู้เรียนเกิดการวิเคราะห์ทบทวนระบบคิดอย่างลึกซึ้ง ได้แลกเปลี่ยนแง่มุมสะท้อนมุมมองเชิงวิชาชีพ และรับข้อมูลป้อนกลับจากผู้เชี่ยวชาญทันที ส่งผลให้ระดับคะแนนหลังการอบรมเพิ่มขึ้นอย่างมีทิศทาง ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับการวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) ของ G?r?c? และคณะ (2024) ตลอดจนข้อเสนอแนะเชิงวิชาการของ Uppor และคณะ (2023) ที่ระบุว่าการออกแบบสถานการณ์จำลองระดับสูงร่วมกับการกระตุ้นการคิดสะท้อนเชิงลึกเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนาทักษะทางคลินิก นอกจากนี้ยังสอดรับกับผลงานวิจัยภายในประเทศของ ดวงใจ พรหมพยัคฆ์ และคณะ (2562) และ ตรีชฎา ปุ่นสำเริง และคณะ (2564) ที่ร่วมยืนยันประสิทธิผลของการผสมผสานกรณีศึกษาร่วมกับสถานการณ์สมมติต่อการพัฒนาขีดความสามารถของผู้เรียน

เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบแยกตามรายขั้นตอนย่อยของกระบวนการพิจารณาวินิจฉัยตามทฤษฎีของ Tanner (2006) มีประเด็นน่าสนใจดังนี้

ขั้นการรับรู้สถานการณ์ (Noticing) แม้ว่าคะแนนค่ามัธยฐานในระยะก่อนและหลังทดลองจะไม่มีการขยับตัวเปลี่ยนแปลง แต่ผลการทดสอบทางสถิติระบุถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p = .021) สภาพการณ์นี้สะท้อนว่ากลุ่มตัวอย่างพยาบาลมีต้นทุนองค์ความรู้และทักษะเดิมจากประสบการณ์หน้างานอยู่แล้ว ทว่าการฝึกอบรมบนเครื่องมือจำลองสถานการณ์ช่วยเติมเต็มและขัดเกลาให้เกิดพฤติกรรมการประเมินที่ไวต่ออาการ สามารถตรวจจับสัญญาณเตือนภัยเงียบ (Early warning signs) ของภาวะวิกฤตสูติกรรมได้อย่างฉับไวและแม่นยำยิ่งขึ้น
ขั้นการแปลผล (Interpreting) การที่ระดับคะแนนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเชิงสถิติ (p = .001) แสดงให้เห็นว่ารูปแบบสถานการณ์จำลองช่วยเสริมสร้างระบบคิดของพยาบาลในการร้อยเรียงสารสนเทศ คาดการณ์ความเสี่ยง และวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของข้อมูลทางคลินิกเพื่อสรุปประเด็นปัญหาของผู้ป่วยได้อย่างเป็นระบบ สอดคล้องตามเกณฑ์ประเมินของ Lasater (2007)
ขั้นการตอบสนอง (Responding) พัฒนาการเชิงคะแนนมีความเด่นชัดอย่างเด่นชัด (p < .001) ซึ่งบ่งชี้ว่าการเปิดโอกาสให้ฝึกปฏิบัติภายใต้บรรยากาศที่ปราศจากความกดดันเรื่องผลกระทบเชิงลบต่อผู้ป่วย มีส่วนช่วยยกระดับความเชื่อมั่นในตนเอง ทักษะการสื่อสารเพื่อการทำงานเป็นทีมวิกฤต และความเชี่ยวชาญเชิงหัตถการในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า สอดคล้องกับแนวคิดของ Jeffries (2005) และงานวิจัยของ ขัตติยา พรคนเที่ยง และคณะ (2566)
ขั้นการสะท้อนคิด (Reflecting) ปรากฏพัฒนาการเชิงสมรรถนะการประเมินผลลัพธ์ทางการพยาบาลอย่างเป็นรูปธรรม ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่คะแนนประเมินความต้องการแสวงหาองค์ความรู้เพิ่มเติม (ตัวบ่งชี้ที่ 11) ส่วนใหญ่เปลี่ยนมาอยู่ในระดับ 'น้อย' ภายหลังเสร็จสิ้นการอบรม ผลดังกล่าวสะท้อนว่ากระบวนการ Debriefing ที่มีโครงสร้างและแนวทางชัดเจนสามารถปิดช่องว่างความรู้ความเข้าใจ (Knowledge gaps) ของกลุ่มตัวอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยสร้างความกระจ่างแจ้งในแนวทางการบริบาลจนผู้เรียนเกิดความรู้สึกมั่นใจและอิ่มตัวในความรู้ของตน สอดรับกับข้อค้นพบของ Regier และ Kessler (2024)
เมื่อเชื่อมโยงกับบริบทของโรงพยาบาลยะลา ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์การแพทย์ระดับตติยภูมิและเป็นแกนหลักในการรองรับการส่งต่อผู้ป่วยภาวะวิกฤตสูงในเครือข่ายจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลสัมฤทธิ์จากการวิจัยครั้งนี้จึงเป็นสารสนเทศเชิงประจักษ์สำคัญที่ชี้ว่า การลงทุนและส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรด้วยนวัตกรรม High-fidelity simulation เป็นกลยุทธ์ที่มีคุณค่าสูงในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยและลดความคลาดเคลื่อนทางการพยาบาลได้อย่างยั่งยืน

ข้อจำกัดในการวิจัย

1. มิติด้านการบริหารจัดการเวลาหน้างาน เนื่องจากโรงพยาบาลยะลาจัดเป็นสถาบันการแพทย์ระดับตติยภูมิที่มีปริมาณผู้รับบริการหนาแน่นและมีภาระงานดูแลผู้ป่วยกลุ่มวิกฤต/เสี่ยงสูงตลอดเวลา การจัดสรรเวลาเพื่อให้พยาบาลวิชาชีพสามารถปลีกเวลาเข้าร่วมกิจกรรมฝึกปฏิบัติบนสถานการณ์จำลองที่ต้องใช้เวลาต่อเนื่องค่อนข้างมาก จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนและยืดหยุ่นแผนการจัดกิจกรรมให้สอดรับกับระบบบริการและรูปแบบการขึ้นเวรของหน่วยงานพยาบาล
2. มิติด้านการควบคุมสิ่งแวดล้อมแทรกซ้อน ข้อจำกัดจากภาระงานบริการผู้ป่วยส่งผลให้ผู้วิจัยไม่สามารถนำกลุ่มตัวอย่างพยาบาลทั้งหมดเข้าร่วมโปรแกรมฝึกปฏิบัติได้พร้อมกันในคราวเดียว จึงต้องแบ่งรอบการจัดกิจกรรมตามความพร้อมของบุคคล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการควบคุมปัจจัยภายนอกบางประการระหว่างช่วงเวลาของการดำเนินการวิจัย
3. มิติด้านการอ้างอิงผลลัพธ์ของการวิจัย เนื่องจากการศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากหน่วยงานจำเพาะเพียงแห่งเดียวและมีขนาดกลุ่มตัวอย่างที่จำกัด ข้อค้นพบเชิงประจักษ์ที่ได้จึงอาจมีข้อจำกัดในการนำไปสรุปอ้างอิงสู่วงกว้าง (Generalization) โดยเฉพาะการนำไปประยุกต์ใช้กับสถาบันการแพทย์ระดับอื่น ๆ หรือพื้นที่ที่มีลักษณะประชากรและโครงสร้างองค์กรที่แตกต่างออกไป

ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะด้านการบริหารทางการพยาบาล
1. ผู้บริหารทางการพยาบาลควรนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง บรรจุเข้าเป็นองค์ประกอบหลักในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรบุคคล (HRD) เพื่อเป็นกลไกเชิงระบบในการธำรงรักษาและยกระดับสมรรถนะการปฏิบัติทางคลินิกที่มีเหตุผลของพยาบาลวิชาชีพ
2. ควรมีการขยายผลขอบเขตการจัดทำชุดสถานการณ์จำลองให้ครอบคลุมอุบัติการณ์ภาวะวิกฤตทางสูติกรรมอื่น ๆ ที่พบได้บ่อยในพื้นที่ รวมถึงการบูรณาการร่วมกับการฝึกซ้อมทักษะช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูง (ACLS) โดยผูกโยงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การประเมินสมรรถนะประจำปี
3. ควรพัฒนาระบบการจัดตารางฝึกซ้อมด้วยสถานการณ์จำลองอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอภายในหน่วยงาน โดยประสานความร่วมมือเข้ากับงานบริหารความเสี่ยง (Risk management) และงานพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาล (QA) เพื่อให้พยาบาลสามารถคงไว้ซึ่งสมรรถนะการดูแลที่มีมาตรฐาน
4. ฝ่ายบริหารควรสนับสนุนและจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นอย่างเพียงพอ ทั้งด้านงบประมาณ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย การจัดตั้งห้องปฏิบัติการจำลอง ตลอดจนการสนับสนุนทุนพัฒนาศักยภาพพยาบาลพี่เลี้ยงให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulationist)
5. ควรนำฐานข้อมูลผลสมรรถนะในการตัดสินใจทางคลินิกรายบุคคล มาใช้ในการวิเคราะห์ความต้องการในการทบทวนหรือพัฒนาการฝึกอบรม เพื่อประโยชน์ในการออกแบบหลักสูตรและจัดโปรแกรมพัฒนาศักยภาพพยาบาลเฉพาะบุคคลให้ตรงตามสภาพปัญหาจริง

ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรปรับแผนการวิจัยสู่รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองแบบ Randomized Controlled Trial ในหลายสถาบัน (Multicenter study) เพื่อเพิ่มความหนักแน่นของหลักฐานเชิงประจักษ์และยืนยันผลของนวัตกรรมได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
2. ควรศึกษาติดตามผลระยะยาว (Longitudinal Study) ในช่วงระยะเวลาหนึ่งภายหลังสิ้นสุดการทดลองสำหรับประเมินความคงอยู่ของทักษะ (Retention of skills) และความยั่งยืนของสมรรถนะการตัดสินใจทางคลินิกในบุคลากร
3. ควรขยายขอบเขตการประเมินผลกระทบไปสู่ผลลัพธ์ส่วนปลายของผู้ป่วย (Patient Outcomes) เป็นสำคัญ อาทิ อัตราการเกิดอุบัติการณ์รุนแรงจากภาวะแทรกซ้อน ระยะเวลาที่ทีมใช้ในการตอบสนองเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในภาวะวิกฤต หรือระดับความพึงพอใจของมารดาและครอบครัว เพื่อยืนยันคุณค่าเชิงโครงสร้างของนวัตกรรมต่อระบบบริการสุขภาพอย่างครบวงจร
มีการเผยแพร่ (Published)