นักศึกษา (Student):
6610420036 นาง สุพินญา แก้วแสงอ่อน
ปัจจัยคัดสรรที่มีอิทธิพลต่อความถูกต้องในการคัดแยกโดยใช้ดัชนีความรุนแรงฉุกเฉินในผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกฉุกเฉิน
ปีผลงานวิจัย (Research Year):
2025
อาจารย์ที่ปรึกษา (Advisor):
ผศ.ดร. จันทรา พรหมน้อย
คำสำคัญ (Keywords):
#แผนกฉุกเฉิน#การคัดแยก#สูงอายุ#อาการไม่จำเพาะเจาะจง
วัตถุประสงค์ (Objectives)
1. เพื่อศึกษาอัตราความถูกต้องในการคัดแยกผู้สูงอายุที่มารับบริการที่แผนกฉุกเฉิน
2. เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายด้านผู้สูงอายุ (อายุ โรคร่วม อาการนำ อาการไม่จำเพาะเจาะจง และวิธีการนำส่ง) และด้านสิ่งแวดล้อมในการปฎิบัติงาน (ภาระงานการคัดแยก) ต่อความถูกต้องในการคัดแยกผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกฉุกเฉิน
3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านพยาบาล (ความรู้ในการคัดแยกผู้สูงอายุ และประสบการณ์การคัดแยก) และความถูกต้องในการคัดแยกผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกฉุกเฉิน
วิธีการดำเนินการวิจัย (Methodology)
การศึกษาครั้งนี้เป็นงานวิจัยหาความสัมพันธ์เชิงทำนาย (Predictive correlation research) เพื่อศึกษาอำนาจทำนายของปัจจัยคัดสรร ได้แก่ อายุ โรคร่วม อาการนำ อาการไม่จำเพาะเจาะจง วิธีการนำส่ง ภาระการคัดแยก ความรู้ในการคัดแยกผู้สูงอายุ และประสบการณ์การคัดแยก ต่อความถูกต้องในการคัดแยกผู้สูงอายุที่มารับบริการที่แผนกฉุกเฉิน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่าง เดือนเมษายน 2568 - สิงหาคม 2568
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลตติยภูมิ ในเขตภาคใต้ตอนล่าง และพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติหน้าที่ในการคัดแยกผู้ป่วย
กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกฉุกเฉินโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ในเขตภาคใต้ตอนล่าง สังกัดกระทรวงสาธารณสุข และมีการคัดแยกผู้ป่วยด้วยกระบวนการคัดแยกตามเกณฑ์ดัชนีความรุนแรงฉุกเฉิน จำนวน 2 แห่ง จำนวน 260 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุตามคุณสมบัติที่กำหนด โดยมีเกณฑ์คัดเข้าและเกณฑ์คัดออก ดังนี้
เกณฑ์การคัดเข้า ได้แก่ 1) อายุ 60 ปีขึ้นไป 2) มารับบริการแผนกฉุกเฉิน และ 3) ยินดีเข้าร่วมวิจัย
เกณฑ์คัดออก ได้แก่ ผู้สูงอายุที่ถูกส่งต่อจากแผนกหรือโรงพยาบาลอื่น
สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพยาบาล การศึกษาครั้งนี้เก็บข้อมูลจากพยาบาลที่ทำหน้าที่คัดแยกผู้สูงอายุที่มารับบริการที่แผนกฉุกเฉิน จำนวน 26 คน คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่ายแบบไม่ใส่คืน จากจำนวนพยาบาลแผนกฉุกเฉินที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด โดยมีเกณฑ์คัดเข้าและเกณฑ์คัดออก ดังนี้
เกณฑ์คัดเข้า ได้แก่ 1) เป็นพยาบาลปฏิบัติหน้าที่คัดแยกที่แผนกฉุกเฉินในโรงพยาบาลที่ผู้สูงอายุกลุ่มตัวอย่างเข้ามารับบริการ 2) มีประสบการณ์ทำงานที่แผนกฉุกเฉินมากกว่า 1 ปี และ 3) ยินดีเข้าร่วมวิจัย
เกณฑ์คัดออก ได้แก่ ผู้บริหาร หรืออยู่ระหว่างการลาอบรมหลักสูตรเฉพาะทาง หรือการลาศึกษาต่อ
ขนาดกลุ่มตัวอย่าง
การคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกฉุกเฉิน โดยใช้อำนาจการทำนาย (power analysis) โดยโปรแกรมสำเร็จรูป G*Power version 3.1.9.4 (Department of Psychology) กำหนดระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (significance value = .05) อำนาจการทดสอบ (power) เท่ากับ .80 (Serdar et la., 2021) จำนวนตัวแปรทำนาย เท่ากับ 8 ตัวแปร กำหนดระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (significance value = .05) อำนาจการทดสอบ (power) เท่ากับ .80 (Serdar et la., 2021) สำหรับค่าอิทธิพล (effect size) จะใช้ค่าต่ำสุดจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความถูกต้องในการคัดแยก และมีลักษณะใกล้เคียงกับการศึกษาครั้งนี้ จากการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยด้านภาระงานการคัดแยกต่อความถูกต้องในการคัดแยกผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกฉุกเฉิน (Saban et al., 2018) พบว่า ภาระงานการคัดแยกมีความสัมพันธ์กับความถูกต้องในการคัดแยก (r= .11, p < .05) ผู้วิจัยกำหนดค่าอิทธิพลเท่ากับ .11 เพื่อให้ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างเพียงพอกับการศึกษาครั้งนี้ แทนค่าในโปรแกรม G*Power ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง เท่ากับ 145 คน (ภาพ 2)
นอกจากนี้ จากการศึกษาเกี่ยวกับการมีโรคร่วมหลายโรคมีแนวโน้มการคัดแยกถูกต้องน้อยกว่ากลุ่มไม่มีโรคร่วม ร้อยละ 54 (OR = 0.46) (Anantha et al., 2020) โดยกำหนดให้ค่า Odd ratio เท่ากับ 0.46 และ Pr(Y=1| X=1)= H0 เท่ากับ .54 กำหนดให้ค่าอำนาจการทดสอบ เท่ากับ .80 ค่านัยสำคัญทางสถิติ เท่ากับ .05 เลือก X distribution = Binomial เนื่องจากตัวแปรตามมี 2 ค่า และในการศึกษามีตัวแปรทำนายหลายตัว (ตัวแปรทำนาย 8 ตัว) จึงกำหนดค่า X param TT เท่ากับ 0.5 แทนค่าในสูตร ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างจากการคำนวณ 217 คน (ภาพ 3) ดังนั้น ผู้วิจัยเลือกขนาดกลุ่มตัวอย่างที่คำนวณจากการใช้ตัวแปรการมีโรคร่วมเพื่อเพิ่มอำนาจทดสอบ ในการศึกษาครั้งนี้ เพิ่มจำนวนกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุเพื่อป้องกันข้อมูลไม่ครบและปฏิเสธการเข้าร่วมวิจัยร้อยละ 20 (รัตน์ศิริ ทาโต, 2561) หรือจำนวน 43 คน ได้กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุในการศึกษาครั้งนี้ เท่ากับ 260 คน โดยใช้อัตราส่วนผู้สูงอายุที่มารับบริการที่แผนกฉุกเฉินต่อพยาบาลคัดแยก เท่ากับ 10 ต่อ 1 (Chen et al., 2010; Soontorn et al., 2018) ขนาดกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพยาบาลคัดแยกในการศึกษาครั้งนี้ จำนวน 26 คน
สถานที่เก็บข้อมูลวิจัย
คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ในกระทรวงสาธารณสุข เขตบริการสุขภาพที่ 12 มีจำนวนทั้งหมด 3 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลตรัง โรงพยาบาลหาดใหญ่ และโรงพยาบาลยะลา โรงพยาบาลทุกแห่งที่กล่าวมาใช้กระบวนการคัดแยกดัชนีความรุนแรงฉุกเฉิน การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างครั้งนี้ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่
ขั้นตอนที่ 1 สุ่มเลือกโรงพยาบาล 2 แห่ง จากทั้งหมด 3 โรงพยาบาล โดยใช้วิธีการการสุ่มอย่างง่ายแบบไม่ใส่คืน (simple random sampling without replacement) ในการศึกษาครั้งนี้ เก็บข้อมูลผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกฉุกเฉินจากโรงพยาบาลยะลา และโรงพยาบาลตรัง
ขั้นตอนที่ 2 สุ่มเลือกพยาบาลที่ทำหน้าที่คัดแยก จากแผนกฉุกเฉินที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดจากแต่ละโรงพยาบาลที่ได้รับการเลือกในขั้นตอนที่ 1 จำนวน 26 คน จากโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่งตามสัดส่วนพยาบาลของแต่ละโรงพยาบาล (Proportion sampling) โดยใช้การสุ่มอย่างง่ายแบบไม่ใส่คืน วิธีการดำเนินการสุ่มเลือก ประกอบด้วย การเรียงลำดับรายชื่อพยาบาลที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด และจับฉลากตามจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการจากแต่ละโรงพยาบาล (ตาราง 3) กรณีที่พยาบาลที่ได้รับการคัดเลือกปฏิเสธ ผู้วิจัยจะดำเนินการสุ่มใหม่จนกระทั่งได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างครบตามที่วางแผนไว้
ขั้นตอนที่ 3 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) ตามคุณสมบัติที่กำหนด โดยการคัดเลือกจากโรงพยาบาลที่ได้รับเลือกในการเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวน 2 แห่ง โดยกำหนดสัดส่วนจำนวนกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุจำนวน 10 คน ต่อพยาบาลคัดแยก จำนวน 1 คน
เครื่องมือในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย 7 ส่วน ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของพยาบาล แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สูงอายุ แบบประเมินอาการไม่จำเพาะเจาะจง แบบประเมินการมีโรคร่วม การประเมินภาระงานการคัดแยก แบบสอบถามความรู้ในการคัดแยกผู้สูงอายุ และแบบประเมินความถูกต้องการคัดแยกผู้สูงอายุ ดังนี้
ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของพยาบาล ผู้วิจัยพัฒนาจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการคัดแยกผู้สูงอายุที่แผนกฉุกเฉิน ประกอบด้วย 8 คำถาม ได้แก่ อายุ เพศ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงานในวิชาชีพ ประสบการณ์ทำงานที่แผนกฉุกเฉิน ประสบการณ์ได้รับการอบรมการคัดแยก (ระยะเวลาของการผ่านการอบรม) ประสบการณ์การอบรมเวชปฏิบัติฉุกเฉิน (ระยะเวลาของการผ่านการอบรมอบรม)
ส่วนที่ 2 แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สูงอายุ ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับความถูกต้องในการคัดแยกผู้สูงอายุจำนวน 13 ข้อ ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป จำนวน 6 ข้อ ได้แก่ อายุ เพศ อาชีพ การนำส่งโรงพยาบาล เวลาที่มาถึงโรงพยาบาล และเวลาที่ได้รับการคัดแยกระบุเป็นนาที (เพื่อใช้ในการคำนวณภาระงานการคัดแยก) และข้อมูลสุขภาพ จำนวน 7 ข้อ ได้แก่ สัญญาณชีพ ระดับความรู้สึกตัว โรคประจำตัว การใช้สารเสพติด การแพ้ยา อาการนำที่มาโรงพยาบาล การวินิจฉัยก่อนออกจากแผนกฉุกเฉิน ในการศึกษาครั้งนี้เก็บข้อมูลผู้สูงอายุที่มารับบริการที่แผนกฉุกเฉินจากเวชระเบียนภายหลังผู้สูงอายุได้รับการรักษาจากแผนกฉุกเฉินเรียบร้อยแล้ว
ส่วนที่ 3 แบบประเมินอาการไม่จำเพาะเจาะจง ผู้วิจัยประเมินจากอาการสำคัญที่มารับบริการตรวจสอบกับการวินิยฉัยขั้นสุดท้ายด้วย ICD 10 เป็นระบบการจำแนกโรคหลักของ องค์กรอนามัยโลก ถูกใช้ในการจำแนกโรคระหว่างประเทศ (International Classification of Diseases - ICD) เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้สำหรับการวินิจฉัยโรค (สุพรรณี เฮ้าซุ้น และคณะ, 2567) ดังนั้น หากอาการสำคัญที่มารับบริการ ไม่ตรงกับ ICD 10 แปลว่า อาการไม่จำเพาะเจาะจง การประเมินอาการไม่จำเพาะเจาะจงในการศึกษาครั้งนี้ ประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน
ส่วนที่ 4 แบบประเมินการมีโรคร่วม ผู้วิจัยใช้แบบประเมินดัชนีโรคร่วมชาร์ลสัน (Charlson comorbidity index) พัฒนาโดยชาร์ลสันและคณะ (Charlson et al., 1987) นำมาใช้ในประเทศไทยอย่างแพร่หลายทั้งในทางคลินิกและงานวิจัยต่าง ๆ กับผู้สูงอายุโดยเฉพาะกลุ่มโรคเรื้อรัง การประเมินโรคร่วม แบ่งเป็นระบบต่าง จำนวน 17 โรคร่วม แต่ละโรคจะมีค่าคะแนน 1, 2, 3 และ 6 คะแนน แบ่งระดับการให้คะแนนตามปัญหาสุขภาพ ดังนี้ 1) คะแนน 1 คะแนน ได้แก่ โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดส่วนปลาย โรคหลอดเลือดสมอง โรคความจำเสื่อม โรคปอดเรื้อรัง โรคของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคตับชนิดไม่รุนแรง โรคเบาหวาน และ ความดันโลหิตสูง 2) คะแนน 2 คะแนน ได้แก่ โรคอัมพาต โรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน โรคไตชนิดรุนแรงปานกลาง เป็นมะเร็งแบบยังไม่แพร่กระจาย และมีแผลกดทับ 3) คะแนน 3 คะแนน ได้แก่ โรคตับแข็งชนิดรุนแรงปานกลาง และโรคตับแข็งชนิดรุนแรงมาก และ 4) คะแนน 6 คะแนน ได้แก่ โรคมะเร็งที่มีการแพร่กระจายและโรคเอดส์ แบบประเมินมีคะแนนรวม ตั้งแต่ 0 - 33 คะแนน คะแนนรวมแบ่งออกเป็น 4 ระดับ คะแนนรวม 0 คะแนน คือ ไม่มีโรคร่วม คะแนนรวม 1 - 2 คะแนน คือ มีโรคร่วมน้อย คะแนนรวม 3 - 4 คะแนน คือ มีโรคร่วมปานกลาง และคะแนนรวมมากกว่า 4 คะแนนขึ้นไป เท่ากับ มีโรคร่วมมาก แบบประเมินดัชนีโรคร่วมชาร์ลสันมีความตรง และความเชื้อมั่นสูง โดยจากการศึกษาในกลุ่มผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity Index) เท่ากับ 1.0 ค่าความเที่ยง (Reliability) ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ 0.93 (พรทิพย์ ทองเปลว, 2567) ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้ค่าคะแนนในการวิเคราะห์ปัจจัยทำนายความถูกต้องในการคัดแยก
ส่วนที่ 5 การประเมินภาระงานการคัดแยก เป็นการประเมินปริมาณการคัดแยกที่พยาบาลรับผิดชอบโดยเฉลี่ยระยะเวลา 8 ชั่วโมง โดยสมการ C = n x h เมื่อ C หมายถึง ภาระงานการคัดแยกโดยเฉลี่ยระยะเวลา 8 ชั่วโมง n หมายถึง จำนวนจุดคัดแยก และ h หมายถึง ระยะเวลาเริ่มคัดแยกถึงคัดแยกเสร็จทั้งหมด (คิดเป็นชั่วโมง) (สุพรรณี เฮ้าซุ้น และคณะ, 2567; Saban et al., 2019) คะแนนมาก หมายถึง มีภาระงานมาก และคะแนนน้อย หมายถึง มีภาระงานน้อย
ส่วนที่ 6 แบบสอบถามความรู้ในการคัดแยกผู้สูงอายุ ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการคัดแยกผู้สูงอายุ และดัชนีความรุนแรงฉุกเฉิน เวอร์ชั่น 4 (Gilboy et al., 2012) ประกอบด้วย จำนวน 30 ข้อ ประกอบด้วย ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงตามความสูงวัยและกลุ่มอาการสูงอายุกับการรับบริการแผนกฉุกเฉิน (ข้อ 1 – 12) กระบวนการคัดแยกผู้ป่วยแผนกฉุกเฉิน (ข้อ 13 -20) และการคัดแยกระดับความรุนแรงของผู้สูงอายุ (ข้อ 21 – 30) การให้คะแนน แบ่งเป็น ถูก หรือผิด กรณีตอบถูก ให้ 1 คะแนน ตอบผิด ให้ 0 คะแนน คะแนนรวม ระหว่าง 0 - 30 คะแนน การแปลผลคะแนน คะแนนน้อยกว่าร้อยละ 80.00 หมายถึง ไม่ผ่านเกณฑ์ความรู้ แต่ละคำถามจะสอบถามเปอร์เซ็นความมั่นใจในคำตอบเพื่อใช้ประกอบการอภิปรายผล มีค่าตั้งแต่ 0 – 100 การแปลผล เปอร์เซ็นต์น้อย หมายถึง ความมั่นใจในคำตอบต่ำ และเปอร์เซ็นต์มาก หมายถึง ความมั่นนใจในคำตอบสูง
ส่วนที่ 7 แบบประเมินการคัดแยกผู้สูงอายุ ประเมินโดยใช้ระบบ MOPH ED Triage ซึ่งพัฒนาตามดัชนีความรุนแรงฉุกเฉิน แบ่งระดับความรุนแรงออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ระดับ 1 วิกฤต (resuscitation) ระดับ 2 เจ็บป่วยรุนแรง (emergent) ระดับ 3 เจ็บป่วยปานกลาง (urgent) ระดับ 4 เจ็บป่วยเล็กน้อย (less-urgent) และระดับ 5 เจ็บป่วยทั่วไป (non-urgent) ในการตัดสินความถูกต้องในการคัดแยกผู้ป่วยแต่ละระดับจะยืนยันโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน จำนวน 1 ท่าน และพยาบาลที่ได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทางด้านเวชปฏิบัติฉุกเฉิน จำนวน 1 คน กรณีมีความเห็นไม่ตรงกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน คนที่ 3 ช่วยพิจารณาเพื่อหาข้อสรุป
การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ
การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัยในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และการตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือวิจัย ดังนี้
การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) ผู้วิจัยนำแบบสอบถามความรู้ในการคัดแยกผู้สูงอายุ ตรวจสอบความตรงของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ ความถูกต้องเชิงเนื้อหา และความเหมาะสมของภาษา จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน ประกอบด้วย แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน 2 ท่าน อาจารย์พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ จำนวน 1 ท่าน อาจารย์พยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุและการพยาบาลแผนกฉุกเฉิน จำนวน 1 ท่าน และพยาบาลเวชปฏิบัติฉุกเฉินผู้เชี่ยวชาญการคัดแยกผู้ป่วยแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน จำนวน 1 ท่าน ผู้วิจัยนำแบบสอบถามมาปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิภายใต้คำแนะนำของอาจารย์ และคำนวณดัชนีความตรงตามเนื้อหาของข้อคำถามรายข้อ (Item-Content Validity Index: I-CVI) โดยกำหนดให้ข้อคำถาม มีค่าตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป และความตรงของเนื้อหาทั้งฉบับ (Scale-Content validity Index: S-CVI) ตั้งแต่ 0.80 ขึ้นไป (รัตน์ศิริ ทาโต, 2561) ผลจากการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหารายข้ออยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 และค่า S-CVI เท่ากับ 0.97 สำหรับแบบประเมินการมีโรคร่วม และความถูกต้องในการคัดแยกเป็นแบบประเมินที่เป็นมาตรฐาน จึงไม่นำมาตรวจสอบความตรงในเนื้อหาครั้งนี้ สำหรับแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้สูงอายุและพยาบาล และการประเมินอาการไม่เฉพาะเจาะจง ผู้วิจัยขอข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อดูความครอบคลุม ความถูกต้องของคำถาม และปรับแก้ไขตามข้อเสนอแนะ
การตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือ (Reliability) ภายหลังจากโครงการวิจัยได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ผู้วิจัยนำแบบสอบถามความรู้ในการคัดแยกผู้สูงอายุที่ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ ไปทดสอบความสอดคล้องภายใน (internal consistency reliability) ด้วยวิธี คูเดอร์-ริชาร์ดสัน 20 (KR-20) กับพยาบาลที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา จำนวน 30 ราย และ ทดสอบการประเมินความถูกต้องในการคัดแยกด้วยวิธีการทดสอบความเที่ยงตรงระหว่างผู้ประเมิน (inter-rater reliability) ซึ่งเป็นแพทย์เวชปฏิบัติฉุกเฉิน 1 ราย และพยาบาลเวชปฏิบัติฉุกเฉิน 1 รายความเชื่อมั่น (Cohen’s kappa) เท่ากับ 0.86 และทดสอบความสอดคล้องภายใน (Internal consistency reliability) ของแบบสอบถามความรู้ในการคัดแยกผู้สูงอายุด้วยคูลเดอร์ ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson-20: KR-20) เท่ากับ 0.70
การเก็บรวบรวมข้อมูล
การเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นเตรียมการ ขั้นตอนของกระบวนการชี้แจงและขอคำยินยอมจากกลุ่มตัวอย่าง และขั้นเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้
1. ขั้นเตรียมการ
1.1 ผู้วิจัยนำเสนอโครงการวิจัยเข้ารับรองต่อคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ สาขาสังคมศาสตร์ และพฤติกรรมศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับจริยธรรมและขอรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ของโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่ง
1.2 ภายหลังได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ผู้วิจัยขอหนังสือรับรองจากคณบดี คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่เก็บข้อมูล หัวหน้าฝ่ายการพยาบาลโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่ง เพื่อขออนุมัติจริยธรรมการวิจัย และการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
1.3 ภายหลังได้รับการอนุมัติทางจริยธรรม และอนุญาตให้เก็บข้อมูล ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยเข้าพบหัวหน้าฝ่ายการพยาบาล และหัวหน้าแผนกฉุกเฉิน เพื่อแนะนำตัว แจ้งวัตถุประสงค์ในการทำวิจัย รายละเอียดวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล และใช้แผ่นประชาสัมพันธ์เชิญชวนเข้าร่วมการวิจัย
1.4 ผู้วิจัยประสานหัวหน้าแผนกฉุกเฉิน เพื่อขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนพยาบาลที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด ผู้วิจัยเรียงลำดับรายชื่อพยาบาล ทำการสุ่มรายชื่อพยาบาลาบาลวิชาชีพ ตามจำนวนที่ต้องการ และแจ้งหัวหน้าแผนกฉุกเฉินทราบเพื่อแจ้งให้พยาบาลที่ได้รับการคัดเลือกทราบล่วงหน้า และขออนุญาตให้นักวิจัยเข้าพบเพื่อขอความยินยอม และให้ผู้ช่วยวิจัยเก็บข้อมูล
1.5 การศึกษาครั้งนี้ มีผู้ช่วยวิจัยเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานแผนกอื่น ไม่ใช่แผนกฉุกเฉินในโรงพยาบาลที่เก็บข้อมูล แห่งละ 1 คน รวม 2 คน โดยผู้วิจัยเตรียมผู้ช่วยวิจัย เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการวิจัย การเก็บข้อมูลโดยใช้แบบฟอร์มต่าง ๆ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ซักถาม และทวนซ้ำเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง หลังจากนั้นทดลองเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกฉุกเฉิน เปรียบเทียบความถูกต้องกับผู้วิจัยจนไม่พบความคลาดเคลื่อนในการเก็บข้อมูล กรณีที่มีความคลาดเคลื่อน จะมีการทวนซ้ำและทดลองเก็บข้อมูลจนกระทั้งพบความถูกต้องและตรงกันทุกข้อมูล
2. ขั้นตอนของกระบวนการชี้แจงและขอคำยินยอมจากกลุ่มตัวอย่าง
กรณีผู้สูงอายุ ผู้วิจัยขอยกเว้นการขอความยินยอมจากอาสาสมัคร (Waiver of Consent) เนื่องจากการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนหรือแฟ้มประวัติการรักษาของผู้สูงอายุ จึงมีความเสี่ยงต่อกลุ่มตัวอย่างในระดับเล็กน้อยไม่เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่มีภาวะฉุกเฉินต้องได้รับการดูแลรักษาที่เร่งด่วน จึงไม่สามารถจัดการขอความยินยอมได้ในทางปฏิบัติ ดังนั้นในกระบวนการเก็บข้อมูลผู้วิจัยไม่ละเมิดสิทธิหรือประโยชน์ของผู้สูงอายุ โดยจะเก็บข้อมูลจากแฟ้มผู้ป่วยภายหลังที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่แผนกฉุกเฉินเรียบร้อยแล้ว การเก็บข้อมูลจะไม่มีการบันทึกชื่อ-สกุล เลขประจำตัวโรงพยาบาล เบอร์โทรศัพท์ หรือข้อมูลอื่นใดที่จะเชื่อมโยงถึงผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกฉุกเฉิน โดยการใช้รหัสแทนการระบุตัวตน และแทนชื่อโรงพยาบาล การนำเสนอหรือสรุปผลการศึกษา จะนำเสนอ และสรุปผลในภาพรวม ไม่ระบุชื่อของกลุ่มตัวอย่างและชื่อโรงพยาบาล
สำหรับกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นพยาบาล ภายหลังได้รับการอนุญาตจากกลุ่มตัวอย่างให้ผู้วิจัยเข้าพบ ผู้วิจัยพูดคุยสร้างสัมพันธภาพ อธิบายวัตถุประสงค์ วิธีการเก็บข้อมูล ประโยชน์ของการวิจัย และการพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ การตัดสินใจเข้าร่วมวิจัยโดยอิสระ และสามารถปฏิเสธได้ตลอดเวลาโดยไม่มีผลกระทบต่อหน้าที่การงาน หรือการพิจารณาขั้นเงินเดือน หรือผลตอบแทนต่าง ๆ ที่ควรได้รับ เปิดโอกาสให้สอบถามข้อสงสัย และตรวจสอบความเข้าใจของกลุ่มตัวอย่าง โดยผู้วิจัยจะถามคำถามตรวจสอบความเข้าใจ ได้แก่ 1) งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับอะไร 2) ผลจากการศึกษาครั้งนี้จะมีประโยชน์อย่างไรบ้าง 3) หากท่านยินยอมเข้าร่วมการวิจัยท่านจะต้องตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับอะไรบ้าง และ 3) สิทธิของท่านในการเข้าร่วมการวิจัยครั้งนี้ ทั้งนี้ ผู้วิจัยให้เวลาในการตัดสินใจหากกลุ่มตัวอย่างต้องการเวลาก่อนให้ความยินยอม การให้ความยินยอมกระทำที่ห้องที่มีความเป็นส่วนตัวที่แผนกฉุกเฉินของแต่ละโรงพยาบาล
3. ขั้นเก็บรวบรวมข้อมูล
3.1 เมื่อพยาบาลที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดและได้รับเลือกยินดีเข้าร่วมการวิจัย ผู้วิจัยให้ต้องตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล และความรู้เกี่ยวกับการคัดแยกผู้ป่วย แบบสอบถามใช้ระยะเวลาในการตอบ ประมาณ 30 นาที และส่งคืนแบบสอบถามยังผู้ช่วยวิจัย โดยใส่ซองปิดผนึก และส่งคืนผู้ช่วยวิจัยภายใน 1 สัปดาห์
3.2 ภายหลังตอบแบบสอบถาม ผู้ช่วยวิจัยเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการคัดแยกผู้สูงอายุจากแฟ้มผู้ป่วยภายหลังได้รับการรักษาที่แผนกฉุกเฉินเรียบร้อยแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยง การขัดขวางหรือความไม่สะดวกต่อการได้รับการรักษาของผู้ป่วย โดยเก็บข้อมูลผู้สูงอายุที่ได้รับการคัดแยกโดยพยาบาลที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 10 ราย (ผู้สูงอายุ 10 คนต่อพยาบาล 1 คน) และจากการทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการคัดแยก พบว่า ช่วงเวลาปฏิบัติงานโดยเฉพาะเวรเช้าพบการคัดแยกผิดพลาดสูงกว่าเวรบ่ายและเวรดึก (นงค์เยาว์ อินทรวิเชียร, 2562) ดังนั้น ในการศึกษานี้ แบ่งจำนวนผู้สูงอายุที่ได้รับการคัดแยกจากพยาบาลคนเดียวกัน เวรเช้า จำนวน 4 คน เวรบ่าย จำนวน 3 คน และเวรดึก จำนวน 3 คน
3.3 ผู้ช่วยวิจัยตรวจสอบความครบถ้วนของการบันทึกข้อมูลการคัดแยกก่อนส่งข้อมูลทั้งหมดกลับมายังผู้วิจัย ผู้วิจัยได้ตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถ้วนของข้อมูลทั้ง 260 ฉบับ ก่อนนำข้อมูลการคัดแยกผู้สูงอายุ ไปตรวจสอบความถูกต้องในการคัดแยกโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยเทียบเคียงความถูกต้องในการคัดแยกกับดัชนีความรุนแรงฉุกเฉินฉบับภาษาไทยโดยกระทรวงสาธารณสุข (รัฐพงษ์ บุรีวงค์และคณะ, 2561) และนำข้อมูลที่ได้ไปทำการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ
การพิทักษ์สิทธิกลุ่มตัวอย่าง
การวิจัยครั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างไม่ใช่กลุ่มเปราะบาง สามารถสื่อสาร และตัดสินใจได้อย่างอิสระที่จะปฏิเสธหรือยินดีให้ความร่วมมือในการวิจัย ผู้วิจัยพิทักษ์สิทธิ์ของผู้ให้ข้อมูลวิจัยดังนี้
1. ผู้วิจัยยื่นแบบขอเสนอโครงการวิจัยด้านสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เพื่อขอรับการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ และได้ผ่านรับรองจริยธรรมในมนุษย์แล้ว เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 รหัส PSU IRB 2023 – St – Nur 045 (Internal) สำหรับการเก็บข้อมูลโรงพยาบาลยะลาผู้วิจัยยื่นเอกสารไปยังกรรมการวิจัย โรงพยาบาลยะลา แจ้งให้ยึดตามการรับรองจริยธรรมจากมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลลงหนังสือขออนุญาตเก็บข้อมูลวันที่ 30 เมษายน 2568 และผ่านรับรองจริยธรรมในมนุษย์โรงพยาบาลตรัง เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 รหัส 035/2568
ผลการวิจัย (Research Results)
1. ความถูกต้องในการคัดแยกผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกฉุกเฉิน ร้อยละ 80.37 และการคัดแยกไม่ถูกต้องร้อยละ 19.63 โดยพบการคัดแยกระดับต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 11.55 และการคัดแยกระดับสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 8.08
2. ปัจจัยด้านพยาบาล ได้แก่ ความรู้ในการคัดแยกผู้สูงอายุ (rs = -.164, p = .423) และประสบการณ์การคัดแยก (rs = -.206, p = .313) ไม่มีความสัมพันธ์กับความถูกต้องในการคัดแยกผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
3. ผลการวิเคราะห์สถิติการถดถอยโลจิสติก พบว่า อาการนำสามารถทำนายความถูกต้องในการคัดแยกผู้สูงอายุได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (OR = .396 p = .016) ร้อยละ 5.20 (Nagelkerke R2 =.052) และอาการไม่จำเพาะเจาะจงกับความเจ็บป่วย สามารถทำนายการคัดแยกต่ำกว่าเกณฑ์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (OR = 2.530, p = .029) ร้อยละ 7.40 (Nagelkerke R2 =.074) สำหรับปัจจัยด้านอายุ โรคร่วม วิธีการนำส่ง ภาระงานการคัดแยก ไม่สามารถทำนายความถูกต้องในการคัดแยก การคัดแยกต่ำกว่าเกณฑ์ และคัดแยกสูงกว่าเกณฑ์ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ผลการศึกษาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของอาการไม่จำเพาะจงกับความเจ็บป่วย และอาการนำของผู้สูงอายุต่อความถูกต้องในการคัดแยก และการคัดแยกต่ำกว่าเกณฑ์พยาบาลที่ทำหน้าที่คัดแยกควรมีความรู้และให้ความสำคัญกับการประเมินอาการไม่จำเพาะเจาะจงกับการเจ็บป่วยและอาการนำ เพื่อการคัดแยกผู้สูงอายุสอดคล้องกับความรุนแรงของการเจ็บป่วย
สรุปและข้อเสนอแนะ (Conclusion and Recommendations)
จุดเด่นของการศึกษา
การศึกษานี้ มีจุดเด่นดังนี้
1. งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาที่เน้นปัจจัยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ เช่น โรคร่วม อาการไม่จำเพาะเจาะจง อาการนำมาโรงพยาบาล รวมถึงภาระงานการคัดแยก และปัจจัยด้านพยาบาล ที่มีโอกาสส่งผลต่อความถูกต้องในการคัดแยก ดังนั้น ข้อมูลที่ได้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาระบบคัดแยกผู้สูงอายุที่มารับบริการแผนกฉุกเฉินในอนาคตได้
2. ผู้วิจัยพัฒนาแบบสอบถามความรู้ในการคัดแยกผู้สูงอายุจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องใช้ในการศึกษานี้ โดยครอบคลุมการประเมินระดับความรู้ความเข้าใจ และการนำไปใช้ ผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามเบื้องต้นอยู่ในระดับดีทั้งความตรงเชิงเนื้อหาและความเที่ยงของแบบสอบถาม ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดในการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และทดสอบความตรงเชิงโครงสร้างต่อไป
ข้อจำกัดของการศึกษา
ข้อจำกัดของการศึกษา มีดังนี้
1. การศึกษาครั้งนี้ใช้ระบบการคัดแยกตามดัชนีความรุนแรงงฉุกเฉินและเป็นการศึกษาในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ เขตบริการสุขภาพที่ 12 ผลการศึกษาอาจไม่สะท้อนบริบทของโรงพยาบาลอื่น ๆ ที่ใช้การคัดแยกด้วยระบบอื่น ๆ
2. การศึกษาปัจจัยด้านพยาบาลเป็นการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก ทำให้ผลการศึกษาครั้งนี้ ยังสรุปได้ไม่แน่นอน จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะจากการศึกษาครั้งนี้ แบ่งเป็น ด้านการศึกษาการพยาบาล การปฏิบัติการพยาบาล และการวิจัย ดังนี้
ด้านการศึกษาพยาบาล
ควรมีการจัดอบรมเฉพาะทางด้านการปฏิบัติฉุกเฉินเกี่ยวกับการคัดแยกผู้สูงอายุในภาวะฉุกเฉิน (geriatric emergency triage) สำหรับพยาบาลแผนกฉุกเฉินโดยบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการคัดแยกความรุนแรงในผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงของความสูงวัยและกลุ่มอาการสูงอายุที่ส่งผลต่อการประเมินความรุนแรงในภาวะฉุกเฉิน เช่น การประเมินอาการไม่จำเพาะเจาะจงในผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความถูกต้องในการคัดแยก และการฝึกซักประวัติอาการนำ อาการไม่จำเพาะเจาะจงในผู้สูงอายุ
ด้านการปฏิบัติการพยาบาล
1. ควรเน้นย้ำให้พยาบาลที่ทำหน้าที่ในการคัดแยกเห็นความสำคัญของอาการนำของผู้สูงอายุที่มารับบริการที่แผนกฉุกเฉินด้วยการบาดเจ็บ และกลุ่มที่มาด้วยอาการแสดงที่ไม่ชัดเจนหรือไม่จำเพาะเจาะจงกับความเจ็บป่วย เพื่อจัดระดับความเร่งด่วนในการดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะระดับ ESI II ซึ่งมักมีการคัดแยกความรุนแรงต่ำกว่าความเป็นจริง
2. ควรพัฒนาแนวทางการคัดแยกผู้สูงอายุที่ครอบคลุมกลุ่มอาการสูงอายุและอาการไม่จำเพาะเจาะจง เช่น สับสน อ่อนแรง ซึมลง และเพิ่มระบบตรวจสอบคุณภาพการคัดแยกโดยพยาบาลเวชปฏิบัติฉุกเฉินที่มีความเชี่ยวชาญด้านการคัดแยกผู้สูงอายุ และแพทย์เวชปฏิบัติฉุกเฉินเพื่อพัฒนาคุณภาพการคัดแยกอย่างต่อเนื่อง
3. ควรยกระดับการดูแลผู้สูงอายุในแผนกฉุกเฉินและลดความเสี่ยงในการรอคอยโดยเฉพาะกลุ่มที่มีการคัดแยกต่ำกว่าเกณฑ์ โดยการจัดตั้งช่องทางด่วน (fast track) สำหรับผู้สูงอายุควบคู่ไปกับการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลด้านการคัดแยกผู้สูงอายุ และปรับปรุงระบบบันทึกข้อมูลให้ครอบคลุมอาการที่ไม่จำเพาะเจาะจง เพื่อลดความคลาดเคลื่อนในการประเมินระดับความเร่งด่วนให้แม่นยำยิ่งขึ้น
ด้านการวิจัย
ควรมีการพัฒนาเครื่องมือคัดแยกที่เฉพาะกับผู้สูงอายุ และทดสอบคุณภาพด้านความไว และความจำเพาะโดยกระบวนการวิจัยเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ และเพิ่มความแม่นยำในการคัดแยกกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้สูงอายุ