นักศึกษา (Student):
6510420043 นางสาว อารยา รักราวี
ความต้องการจำเป็นและวิธีการพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมหัวใจ หลอดเลือดและทรวงอก ภาคใต้
ปีผลงานวิจัย (Research Year):
2025
อาจารย์ที่ปรึกษา (Advisor):
ผศ.ดร. ชุติวรรณ ปุรินทราภิบาล
คำสำคัญ (Keywords):
#สมรรถนะพยาบาล#ผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม#หัวใจ หลอดเลือด และทรวงอก#วิธีการพัฒนาสมรรถนะ#ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะ
วัตถุประสงค์ (Objectives)
1. เพื่อศึกษา และเปรียบเทียบการรับรู้สมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมหัวใจ หลอดเลือด และทรวงอก ภาคใต้ ตามสภาพที่เป็นอยู่จริงกับสภาพที่คาดหวัง
2. เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมหัวใจ หลอดเลือด และทรวงอก ภาคใต้
3. เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาสมรรถนะตามความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมหัวใจ หลอดเลือด และทรวงอก ภาคใต้
วิธีการดำเนินการวิจัย (Methodology)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยาย (descriptive research) มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะและวิธีการพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมหัวใจ หลอดเลือด และทรวงอก ภาคใต้ กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมหัวใจ หลอดเลือด และทรวงอก ของโรงพยาบาลรัฐในภาคใต้ จำนวน 127 คน คิดเป็นร้อยละ 89.50 โดยเก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามที่แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1) ข้อมูลทั่วไป 2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะ และ 3) วิธีการพัฒนาสมรรถนะ แบบสอบถามส่วนที่ 2 และ 3 ตรวจสอบ ความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ได้ CVI = 1.0 และ 0.97 ตามลำดับ ส่วนที่ 2 ค่าความเที่ยงของการรับรู้สมรรถนะตามสภาพที่เป็นอยู่และการรับรู้สมรรถนะที่คาดหวัง ที่ Cronbach's Alpha Coefficient = 0.99 เท่ากัน และส่วนที่ 3 มีค่าความเที่ยง Pearson Product Moment Correlation Coefficient= 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่ ร้อยละ paired sample t-test และค่า Modified Priority Needs Index (PNI modified)
ผลการวิจัย (Research Results)
ผลของการศึกษาสรุปได้ ดังนี้
1. การรับรู้สมรรถนะตามสภาพที่เป็นอยู่จริงโดยรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (M=3.97, SD=.63) และทั้ง 9 ด้านอยู่ในระดับมากเช่นกัน การรับรู้สมรรถนะที่คาดหวังโดยรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (M=4.83, SD=.31) และทั้ง 9 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน โดยมีค่าเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะที่คาดหวังสูงกว่าตามสภาพที่เป็นอยู่จริงทั้งโดยรวม และรายด้าน ทั้ง 9 ด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <.01)
2. ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะ ลำดับที่ 1 คือ ด้านการพัฒนาคุณภาพและงานวิจัยทางการพยาบาล (PNI modified = 0.30) ลำดับที่ 2 คือ ด้านการพยาบาลการช่วยแพทย์ทำหัตถการ ใช้อุปกรณ์การแพทย์และเครื่องมือพิเศษในผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมหัวใจ หลอดเลือด และทรวงอก (PNI modified = 0.28) และลำดับ 3 คือ ด้านการบริหารจัดการยาที่ให้กับผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมหัวใจ หลอดเลือด และทรวงอก (PNI modified = 0.23)
3. วิธีการพัฒนาสมรรถนะทางการพยาบาลที่ต้องการมากที่สุด คือ การเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ (ร้อยละ 96.10) และการฝึกอบรมภายในหน่วยงาน (ร้อยละ 94.50) ตามลำดับ
สรุปและข้อเสนอแนะ (Conclusion and Recommendations)
สรุป
พยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมหัวใจ หลอดเลือดและทรวงอก ภาคใต้สมรรถนะตามการรับรู้ของพยาบาลในปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับมาก และระดับที่คาดหวังโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน โดยมีความต้องการพัฒนาสมรรถนะลำดับที่ 1 คือ สมรรถนะด้านการพัฒนาคุณภาพและงานวิจัยทางการพยาบาล ลำดับที่ 2 คือ สมรรถนะด้านการพยาบาลการช่วยแพทย์ทำหัตถการ ใช้อุปกรณ์การแพทย์และเครื่องมือพิเศษในหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมหัวใจ หลอดเลือดและทรวงอก และลำดับ 3 คือ สมรรถนะด้านการบริหารจัดการยาที่ให้กับผู้ป่วยในผู้ป่วยระยะวิกฤตโรคหัวใจหลอดเลือดและทรวงอก โดยวิธีการพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพที่ต้องการมากที่สุดคือ การเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์มากกว่า รองลงมาคือการฝึกอบรมภายในหน่วยงาน และต้องการใช้วิธีการเข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทีมต่างวิชาชีพ/ในเครือข่าย วิธีการศึกษาด้วยตนเองจากสื่อออนไลน์/ บทความ/ วิจัย/ หนังสือ/คู่มือ เอกสารวิชาการ และต้องการเข้าร่วมประชุมวิชาการที่จัดโดยหน่วยงานภายนอกเท่ากัน
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหาร
1. ผู้บริหารการพยาบาลยกระดับมาตรฐานสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพ โดยจัดทำแผนพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือจัดทำแผนงานพัฒนาสมรรถนะให้เชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านคุณภาพบริการ และการรักษาผู้ป่วยเฉพาะทาง รวมทั้งแผนการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง
2. ผู้บริหารทางการพยาบาลสนับสนุน ส่งเสริมให้มีการพัฒนาคุณภาพและงานวิจัยทางการพยาบาล การช่วยแพทย์ทำหัตถการและใช้อุปกรณ์เฉพาะทาง การบริหารจัดการยาในผู้ป่วยวิกฤต โดยวิธีการพัฒนาการเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์มากกว่า และการฝึกอบรมภายในหน่วยงาน